กฐิน

          คำว่า กฐิน มีชื่อออกมาจากไม้สะดึงที่ลาด หรือ กางออกเย็บเป็นจีวร พูดให้เข้าใจง่าย ๆ ไม้สะดึง ก็คือไม้แบบที่ใช้สำหรับขึงเพื่อตัดเย็บเป็นจีวรนั่นเอง

          กฐินนั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอนุญาตไว้แก่ภิกษุสงฆ์ผู้อยู่จำพรรษาถ้วนไตรมาส คือ ครบ ๓ เดือน เต็มบริบูรณ์แล้ว

พระพุทธประสงค์

          พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอนุญาตกฐินแก่พระสงฆ์ผู้จำพรรษาแล้ว ก็เพื่อแสดงออกซึ่งความสามัคคี ของภิกษุที่ได้จำพรรษาอยู่ร่วมกัน ซึ่งทำให้่ภิกษุเหล่านั้นได้สิทธิพิเศษที่จะขยายเขตจีวรให้ยาวออกไป

เขตกฐินตามปกติ

         ตามปกติเขตกฐินนั้น ตั้งแต่แรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๑ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒

เขตอานิสงค์กฐิน

        ถ้าภิกษุได้กรานกฐินแล้ว เขตกฐินก็ยืดออกไปอีก ๔ เดือน คือ ตั้งแต่ แรม ๑ ค่ำ เืดือน ๑๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔

สิทธิของภิกษุผู้่กรานกฐิน

       ภิกษุผู้กรานกฐิน จะต้องประกอบด้วย องค์กำหนด ๓ ประการ คือ

        ๑. เป็นผู้จำพรรษาถ้วนไตรมาสไม่ขาด

        ๒. อยู่ในอาวาสเดียวกัน

        ๓. ภิกษุมีจำนวนตั้งแต่ ๕ รูปขึ้นไป

การกรานกฐิน

        การกรานกฐินนั้น คือ เมื่อมีผ้าเกิดขึ้นแก่สงฆ์ในกาลเช่นนั้น พอจะทำเป็นไตรจีวรผืนใดผืนหนึ่งได้ สงฆ์พร้อมใจกันยกภิกษุรูปหนึ่งเพื่อประโยชน์แก่การกราน

        ภิกษุผู้ได้รับผ้านั้นเอาไปทำเป็นจีวรแล้วเสร็จภายในวันนั้นแล้ว มาบอกแก่ภิกษุผู้ยกผ้านั้นเพื่ออนุโมทนา ภิกษุเหล่านั้นอนุโมทนา

ผ้าที่ใช้ทำเป็นกฐิน

        ผ้าอันเป็นวัตถุแห่งกฐินนั้น คือผ้าที่ควรทำเป็นกฐินได้ มีอยู่ ๕ ชนิด คือ

        ๑. ผ้าใหม่

       ๒. ผ้าเทียมใหม่

        ๓. ผ้าเก่า

        ๔. ผ้าบังสุกุล

        ๕. ผ้าตกตามร้าน

        ผ้าทั้ง ๕ ชนิดนี้ ผู้ใดผู้หนึ่ง จะเป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เพื่อนสหธรรมิกด้วยกันก็ตาม ถวายแก่สงฆ์แล้ว เป็นของใช้ได้ิ

ผ้าที่ไม่ควรใช้เป็นผ้ากฐิน

        ผ้าที่ไม่ควรใช้เป็นวัตถุแห่งกฐินนั้น คือผ้าที่ไม่ควรทำเป็นผ้ากฐินมี ๔ ชนิดคือ

       ๑. ผ้าที่ตนไม่ได้เป็นกรรมสิทธิ์

       ๒. ผ้าที่ได้มาโดยอาการอันมิชอบ

       ๓. ผ้าที่เป็นนิสสัคคีย์

        ๔. ผ้าที่เก็บไว้ค้างคืน

จำนวนสงฆ์ผู้จะให้ผ้ากฐินนั้น

      สงฆ์ผู้จะให้ผ้ากฐินนั้น ต้องมีจำนวนอย่างน้อย ๕ รูป

       เหตุที่กำหนดสงฆ์ไว้ให้มีจำนวนอย่างน้อย ๕ รูปนั้น เพราะจะต้องเป็นผู้รับผ้ากฐินเสียรูปหนึ่ง ที่เหลืออีก ๔ รูปจะได้เข้าเป็นจำนวนสงฆ์ คือ ครบองค์สงฆ์ มากกว่า ๕ รูป ใช้ได้ น้อยกว่า ๕ รูป ใช้ไม่ได้

ความเป็นมาของกฐิน

          ครั้งหนึ่งภิกษุชาวเมืองปาฐา ประมาณ 30 รูป ซึ่งถือธุดงควัตรอย่างยิ่งยวด มีความประสงค์จะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่กรุงสาวัตถี แคว้นโกศล จึงพากันเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองนั้นพอถึงเมืองสาเกต ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงสาวัตถี ประมาณ 6 โยชน์ก็เป็นวันเข้าพรรษาพอดี เดินทางต่อไปมิได้ต้องจำพรรษาอยู่ที่เมืองสาเกตตามพระวินัยบัญญัติ ขณะที่จำพรรษาอยู่ ณ เมืองสาเกต เกิดความร้อนรนอยากเฝ้าพระพุทธเจ้าเป็นกำลัง ดังนั้นพออกพรรษาปวารณาแล้วก็รีบเดินทาง          แต่ระยะนั้นมีฝนตกมากหนทางที่เดินชุ่มไปด้วยน้ำ เป็นโคลนเป็นตม ต้องบุกต้องลุยมา จนกระทั่งถึงกรุงสาวัตถี ได้เข้าเฝ้าสมความประสงค์ พระพุทธเจ้าจึงมีปฏิสันถารกับภิกษุเหล่านั้น เรื่องการจำพรรษาอยู่ ณ เมืองสาเกตและการเดินทาง ภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูลถึงความตั้งใจ ความร้อนรนกระวนกระวายและการเดินทางที่ลำบากให้ทรงทราบทุกประการ
พระพุทธเจ้าทรงทราบ และเห็นความลำบากของภิกษุจึงทรงยกเป็นเหต ุและมีพระพุทธานุญาตให้พระภิกษุผู้จำพรรษาครบถ้วนแล้ว กรานกฐินได้ และเมื่อกรานกฐินแล้ว จะได้รับอานิสงส์ตามที่กำหนดในพระวินัยถึง 5 ประการคือ

      อานิสงค์กฐิน ๕ ประการ

      - อยู่ปราศจากไตรจีวรได้ จะไปค้างคืนที่ไหน ไม่ต้องถือเอาไตรจีวรไปครบสำรับก็ได้ ไม่ต้องอาบัติ
      - จะไปไหนมาไหน ไม่ต้องบอกลาก็ได้ ไม่ต้องอาบัติ
      - ฉันคณะโภชน์ได้ ไม่ต้องอาบัติ
      - เก็บอดิเรกจีวรไว้ได้ตามปรารถนา
      - จีวรอันเกิดขึ้นในที่นั้น เป็นของได้แก่พวกเธอทั้งได้โอกาสขยายเขตจีวรกาล ให้ยาวออกไปอีกจนถึงกลางเดือน 4

      คำว่ากฐิน การทอดกฐินนั้น ถือว่าเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ เพราะในปีหนึ่งแต่ละวัดจะรับกฐินได้เพียงครั้งเดียว และมีกำหนดเวลาในการทอดเพียง 1 เดือนเท่านั้น โดยนับตั้งแต่วันออกพรรษาเป็นต้นไปเรียกว่า สมัยจีวรกาล คือตั้งแต่วันแรม 1 ค่ำเดือน 11 จนถึงขึ้น 15 ค่ำเดือน 12