รูปที่ ๕ พระราชธรรมกวี (พิเชนทร์ ชินวํโส ป.ธ.๕)

(เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน)

        พระกิตติสารสุธี เดิมชื่อ พิเชนทร์ ชินวํโส นามสกุล สิงขรณ์ เกิดวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๖๙ ตรงกับวันแรม ๔ ค่ำ เดือน ๔ ปีขาล ณ ตำบลโคกสี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น บิดาชื่อนาย หล้า สิงขรณ์ มารดาชื่อ นางแก้ว สิงขรณ์ บรรพชา เป็นสามเณร เมื่อวันที่ ๒๘ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๕ ณ พัทธสีมาวัดสว่าง ตำบลพระลับ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น เมื่ออายุได้ ๑๗ ปี มีพระเทพบัณฑิต ขณะเป็นพระครูพิศาลสารคุณ วัดศรีจันทร์ ตำบลในเมือง จังหวัดขอนแก่น เป็นพระอุปัชฌาย์

       มาอยู่วัดบวรมงคล เมื่อวันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๐ อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๙๐ ณ พัทธสีมาวัดบวรนิเวศวิหาร ตำบลชนะสงคราม อำเภอพระนคร กรุงเทพมหานคร เมื่ออายุได้ ๒๑ ปี มีสมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ (สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์) เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระราชเมธาจารย์ ขณะเป็นพระสุมงคลมุนี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และมีพระเทพญาณวิศิษฏ์ ( เติม ) ขณะเป็นพระครูมหานายก วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นพระอนุสาวนาจารย์

วิทยฐานะ


       ๑. พ.ศ. ๒๔๘๑ จบชั้น ม.๔ โรงเรียนประชาบาลประจำหมู่บ้าน ( บ้านดอนธาตุ ตำบลโคกสี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น )


       ๒. พ.ศ. ๒๔๘๕ สอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี สำนักเรียนวัดเกาะทอง ตำบลโคกสี อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น


       ๓. พ.ศ. ๒๔๘๖ สอบไล่ได้นักธรรมชั้นโท สำนักเรียนวัดศรีจันทร์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น


       ๔.พ.ศ. ๒๔๘๖ เรียนจบไวยากรณ์ ในสำนักเรียนวัดศรีจันทร์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น


       ๕. พ.ศ. ๒๔๘๙ สอบไล่ได้ประโยค ป.ธ.๓ ในสำนักเรียนวัดศรีจันทร์ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น


       ๖. พ.ศ. ๒๔๙๑ สอบไล่ได้ประโยค ป.ธ.๔ ในสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร อำเภอพระนคร กรุงเทพมหานคร


       ๗. พ.ศ. ๒๕๐๐ สอบไล่ได้ ป.ธ.๕ ในสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหาร อำเภอพระนคร กรุงเทพมหานคร


       ๘. พ.ศ. ๒๕๐๓ สอบไล่ได้ประโยคเตรียมอุดม ( ม.๘ ) โรงเรียน(สมัครสอบ )


งานการปกครอง


         พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรมงคลราชวรวิหาร แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๐๗


          พ.ศ.๒๕๔๐ เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบวรมงคลราชวรวิหาร แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๔๑


          พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรมงคลราชวรวิหาร แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๑

งานการศึกษา


          พ.ศ. ๒๔๙๓ เป็นครูสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี สำนักศาสนาศึกษา วัดบวรมงคล แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร


          พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้รับมอบหมายให้เป็นครูสอนนักธรรมชั้นโท แทนพระศรีวิสุทธิวงศ์ ( สาย ตุลโย ป.ธ. ๙ ) เป็นครั้งคราว เพราะท่านเจ้าคุณพระศรีวิสุทธิวงศ์ มีภาระธุระประจำของท่านมาก เช่นทำหน้าที่ไปอบรมสั่งสอนข้าราชการและประชาชน เผยแผ่พระพุทธศาสนา และไปแสดงธรรมเทศนาในงานต่าง ๆ ที่ได้รับนิมนต์ไว้ เป็นต้น


         พ.ศ.๒๕๐๑–ปัจจุบัน ได้รับมอบหมายให้เป็นครูสอนพระนวกะวัดบวรมงคล แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร แทนเจ้าอาวาส


         พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นกรรมการตรวจนักธรรมสนามหลวงและบาลีสนามหลวง ของทางการคณะสงฆ์ไทย

งานเผยแผ


พ.ศ. ๒๕๐๗ เป็นผู้อำนวยการศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนา นำพระธรรมวิทยากรเข้าสอนวิชาพระพุทธศาสนาในโรงเรียนวัดบวรมงคล ระดับมัธยมศึกษาชั้น ม.ศ.๑ – ๒ -๓ -๔ - ๕ -๖ และเปิดสอนวิชาธรรมศึกษาระดับชั้น ธรรมศึกษาชั้น ตรี – โท – เอก และเปิดเป็นสำนักสอบธรรมศึกษาในโรงเรียนนั้นด้วย
พ.ศ. ๒๕๒๐ - ๒๕๒๙ เป็นอาจารย์พิเศษสอนวิชาพระพุทธศาสนาในโรงเรียนมหรรณพาราม
พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้เขียนแบบเรียน หลักสูตร ๒๕๒๒ วิชาพระพุทธศาสนา ( สังคมศึกษา ) ม.ศ. ๔ - ๕ ให้สำนักพิมพ์อักษรเจริญทัศน์ เสนอกรมวิชาการขออนุญาตเป็นแบบเรียน
พ.ศ. ๒๕๒๖ ได้เขียนหนังสือเสริมการเรียนวิชาพระพุทธศาสนาระดับ ม.ศ.๔ -๕ - ๖ มอบหมายให้สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพาณิชย์ กรุงเทพมหานคร พิมพ์ออกเผยแพร่ในโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายทั่วประเทศ
พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นผู้อำนวยการเปิดสอนวิชาธรรมศึกษาระดับธรรมศึกษาชั้น ตรี – โท – เอก ในโรงเรียนโพธิสารวิทยาคม แขวงบางระมาด เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร อีกแห่งหนึ่ง และเปิดเป็นสำนักสอบในโรงเรียนนั้นด้วย

งานสาธารณูปการ


       พ.ศ. ๒๕๑๙ เมื่อได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานจัดผลประโยชน์วัดบวรมงคลแล้ว ได้รับมอบหมายจากพระญาณเวที ( เปลี่ยน ญาณฐิโต ป.ธ.๕ ) ผู้ทำการแทนเจ้าอาวาสขณะนั้น ให้เป็นผู้ชี้แนวเขตสร้างถนนจากเขตที่ธรณีสงฆ์ หน้าประตูโรงเรียนวัดบวรมงคลเข้า ไปในพื้นที่โรงเรียนวัดบวรมงคล ตลอดแนว ๑๘ เมตร จนถึงท่าเรื่อของวัดบวรมงคล โดยกำหนดให้เป็นพื้นที่ทำถนน ๖ เมตร ที่เหลือตามแนวพื้นที่เขตธรณีสงฆ์ติดกับที่ดินเอกชน กำหนดเป็นพื้นที่สร้างตึกแถวจำนวน ๔๕ คูหา และได้มอบให้พระครูมงคลญาณ ( พิเชนทร์ ชินวํโส ป.ธ.๕ ) เป็นผู้ดำเนินการทั้งหมดเริ่มตั้งแต่เรื่องการขออนุญาตสร้างตึก และข้อตกลงและสัญญาต่างๆกับทางกรุงเทพมหานคร เช่น ข้อตกลงว่าเมื่อจัดตกลงว่าจะสร้างตึกแถวเกิน ๓๕ คูหาขึ้นไป จะต้องมีที่จอดรถตามข้อแนะนำของวิศวกรรมจราจร สำหรับผู้เช่าอาคารของวัด ( ตึกแถวของวัด ) เป็นต้น


       พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นประธานดำเนินการ มอบให้กรมการศาสนาติดต่อกับเจ้าหน้าที่พนักงานที่ดินกรุงเทพมหานคร สาขาบางกอกน้อยและบางพลัด สำรวจที่ดินเขตธรณีสงฆ์ เลขที่ ๓๒๒ และเลขที่ ๒๔๓ ของวัดบวรมงคลเสียใหม่ ว่า ที่ดินเขตธรณีสงฆ์ทั้ง ๒ แปลงนี้ เนื้อที่คงเดิมอยู่ หรือมีการเปลี่ยนเป็นอย่างไรบ้าง เพราะได้ออกโฉนดไว้นานแล้ว ผลการสำรวจครั้งสุดท้ายนี้ คือ แปลงเลขที่ ๓๒๒ เดิมมีเนื้อที่ ๗ ไร่ ๒ งาน ๖๐ ตารางวา เพิ่มเป็นเนื้อที่ ๘ ไร่ ๒ งาน ๒๔ ตารางวา และแปลงเลขที่ ๒๔๓ เดิม ๑๘ ไร่ ๘๐ ตารางวา เพิ่มเป็น ๒๐ ไร่ ๑๘ ตารางวา ทั้ง ๒ แปลงจากเดิม ๒๕ ไร่ ๓ งาน ๔๐ ตารางวา การสำรวจครั้งหลังสุด รวมที่ธรณีสงฆ์ ๒แปลงได้ ๒๘ ไร่ ๒ งาน ๔๒ ตารางวา
พ.ศ. ๒๕๓๒ ได้รับมอบหมายจากคณะสงฆ์ให้เข้าไปขออนุญาตเจ้าอาวาสคือพระราชเมธาจารย์ ( ผิว ฐิตเปโม ป.ธ.๗ ) สร้างตึกอาคารเรียนเวชยันตรังสฤษฎ์ จนได้รับความยินยอมจากเจ้าอาวาสขณะนั้นให้สร้างได้ตามความปรารถนา ดังเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ รวมค่าก่อสร้างประมาณ ๒,๕๐๐,๐๐๐ บาท. ( สองล้านห้าแสนบาท ) โดยงบประมาณของทายาทเอง


       พ.ศ.๒๕๓๗ ได้รับมอบหมายจากเจ้าอาวาสขณะนั้น คือ พระราชเมธาจารย์ ( ผิว ฐิตเปโม ป.ธ.๗ ) ให้ดำเนินติดต่อกับกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม เรื่องการออกเอกสิทธิ์ในพื้นที่ดินตั้งวัด เพราะวัดบวรมงคล แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานครนี้ เป็นพระอารามหลวง ชนิดราชวรวิหาร ตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๐๐ และเป็นพระอารามหลวง เมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๒ จากนั้นจนถึงบัดนี้ รวมเวลาได้ ๒๔๐ ปีแล้ว ยังไม่มีเอกสิทธิ์( โฉนดที่ดิน ) เลย จึงได้ดำเนินจนสำเร็จได้เอกสิทธิ์เป็นโฉนดที่ดิน เขตตั้งวัดรวม ๒๙ ไร่ ๒ งาน ๒๕ ตารางวาในปัจจุบัน


       พ.ศ.๒๕๒๐ ได้เป็นผู้เสนอขอให้มีการทำบุญอายุวัฒนะถวายเจ้าอาวาส คือ พระราชเมธาจารย์ ขณะนั้น เป็นประจำทุกปี เพราะที่แล้วๆ มานั้น ไม่มีท่านใดปรารภเรื่องนี้ขึ้นในที่ประชุมครูปริยัติธรรมในทุกปีที่แล้วๆมา และมีการเสนอถวายนิตยภัตเจ้าอาวาสเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท. (สองพันบาทถ้วน ) เพราะขณะนั้น ท่านเจ้าอาวาสชราภาพ บิณฑบาตรฉันไม่ได้แล้ว เพิ่งจะมายกเลิก เมื่อท่านเจ้าคุณพระราชเมธาจารย์มรณภาพลงแล้ว


        พ.ศ.๒๕๔๐ - ๒๕๔๑ เมื่อพระเทพญาณวิศิษฎ์ ( เปลี่ยน ญาณ??โต ป.ธ.๕ ) มรณภาพลงแล้ว พระกิตติสารสุธี ( พิเชนทร์ ชินวํโส ป.ธ.๕ ) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ได้พร้อมคณะสงฆ์วัดบวรมงคลและคฤหัสค์ผู้มีจิตศรัทธาในวัด ได้ปฏิสังขรณ์ปิดทองพระประธาน ฐานชุกชี ฐานพระประธาน และพระอัครสาวกทั้งสองในพระอุโบสถวัดบวรมงคล สิ้นค่าก่อสร้างปิดทอง ค่าแรงรวม ๗๘๐,๐๐๐ บาท. ( เจ็ดแสนแปดหมื่นบาทถ้วน )

งานพัฒนาวัด


        พ.ศ. ๒๕๐๗ พระครูมงคลญาณ ( พิเชนทร์ ชินวํโส ป.ธ.๕ ) เมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดบวรมงคลแล้ว ได้เสนอผู้ทำการแทนเจ้าอาวาส ( พระเทพญาณวิศิษฎ์ )

        ขณะเป็นพระญาณเวที ว่าการพัฒนาวัดให้เกิดผลทางการปฏิบัติอย่างแท้จริง วัดควรนำการจัดผลประโยชน์จากกรมการศาสนามาจัดเอง จึงได้นำเรื่องนี้ปรึกษาหลายฝ่าย จนสามารถได้รับการสนองตอบรับการจัดผลประโยชน์ของวัดมาจัดเองตามความมุ่งหมาย ในเบื้องต้นได้บอกเลิกสัญญาการถือเช่าที่ธรณีสงฆ์ ที่มีผู้เช่าทำสวนมาจัดสรรค์แบ่งออกเป็นแปลง ๆ แปลงละ ๒๐ ตารางวาบ้าง หรือมากกว่านั้นบ้าง เพื่อให้ผู้เช่าอยู่อาศัยทางด้านเขตสังฆาวาสริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาอพยพเข้าไปเช่าอยู่อาศัย เพื่อนำที่ดินสวนนี้กลับมาเป็นลานวัด และจัดเป็นสวนหย่อม ปลูกต้นไม้ทำลานวัดให้ร่มรื่นสมเป็นพระอารามหลวงต่อไป


       พ.ศ. ๒๕๓๔ ในฐานะเป็นประธานจัดผลประโยชน์ของวัด พระครูมงคลญาณ จึงได้ประสานงานกับกรมตำรวจเวลานั้นให้ย้ายสถานีตำรวจนครบาลบวรมงคลจากที่เดิม ซึ่งถือว่า “ หน้าวัด “ มาอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางด้านทิศใต้ ซึ่งถือว่า “ ข้างวัด “ เพื่อสร้างเขื่อนกันน้ำท่วมวัด และปรับปรุงพื้นที่หน้าวัดให้สวยงาม พื้นที่ดินส่วนที่ตั้งโรงพัก ที่กรมตำรวจเช่านี้ มีประมาณ ๑ ไร่ ๓๕ ตารางวา ดังปรากฏอยู่ในปัจจุบัน กรมตำรวจเสียค่าเช่า ๕ ปีแรก ค่าเช่าตารางวาละ ๕ บาทต่อเดือนและเพิ่มค่าเช่าทุกๆ ๕ ปี


       พ.ศ. ๒๕๓๙ ก่อนย้ายมาอยู่คณะแดงกุฏิราชเมธาจารย์ (เจ้าอาวาส) พระกิตติสารสุธี ได้ซ่อมแซมกุฏิ คือเปลี่ยนสายไฟฟ้าและระบบไฟฟ้าทั้งหมดทั้งข้างบนและข้างล่าง ทาสีกุฏิกั้นห้องบนศาลาแดง ๔ ห้อง เป็นที่อยู่อาศัยของภิกษุสามเณรและเปลี่ยนสายไฟฟ้าและระบบไฟฟ้าหม้อแปลงเสียใหม่ สรางห้องน้ำเพิ่มเติมรวม ๔ ห้อง และเปลี่ยนสายไฟศาลาโสรัจจาลัย และศาลาหอฉัน สิ้นเงินประมาณเกือบ ๕๐๐,๐๐๐ บาทเศษ ( ห้าแสนบาทเศษ ) โดยทุนญาติโยมผู้ศรัทธา


       พ.ศ. ๒๕๔๐ ถมทรายยกพื้นศาลาโสรัจจาลัยและศาลาหอฉันเทคอนกรีตให้สูงขึ้นประมาณ ๓๐ เซนต์เพื่อป้องกันน้ำท่วมเวลาฝนตกหนัก โดยทุนศิษย์คือคุณปทีป อาชวัน และครอบครัว แม่-น้องๆ สิ้นเงินประมาณ ๘๐,๐๐๐ บาทเศษ ( แปดหมื่นบาทเศษ )


       พ.ศ. ๒๕๔๑ พระนวกะศิษย์เทพื้นถนนจากประตูเข้าศาลาแดง และทำประตูเหล็กอัลลอย สิ้นเงินประมาณ ๔๐,๐๐๐ บาทเศษ (สี่หมื่นบาทเศษ )


       พ.ศ. ๒๕๔๑ ปรับพื้นรอบๆ ศาลาแดงปูอิฐตัวหมอนสิ้นเงินประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาทเศษ (สามหมื่นบาทเศษ ) โดยทุนของผู้ไม่ประสงค์ออกนาม


       พ.ศ. ๒๕๔๑ เมื่อได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรมงคล แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร แล้ว ได้ให้ความร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร โดยสำนักระบายน้ำสร้างเขื่อนกันน้ำท่วม ตลอดริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในเขตของวัด และลำกระโดงทางด้านทิศเหนือวัดถึงกุฏิเจ้าอาวาสปัจจุบัน เป็นมูลค่าประมาณ ๑๘,๐๐๐,๐๐๐ บาท. ( สิบแปดล้านบาทถ้วน )


       พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นประธานบอกบุญกับศิษย์เก่า บ.ม. และท่านผู้เคารพนับถือบริจาคเงินจำนวน ๔๕๐,๐๐ บาท. ( สี่แสนห้าหมื่นบาทถ้วน ) สร้างซุ้มประตูวัด เพื่อกำหนดแบ่งเขตวัดกับเขตธรณีสงฆ์ออกจากกันให้ชัดเจน


       พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นประธานร่วมมือกับชุมชนวัดบวรมงคล และญาติโยมของวัดสร้างฌาปนสถานวัดบวรมงคล ขนาดกว้าง ๑๔ เมตร ยาว ๒๒ เมตร ใช้การได้เสร็จเรียบร้อย สิ้นเงินประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท. ( ห้าล้านบาทถ้วน ) เมื่อรวมผลการก่อสร้างทั้งหมดแล้วประมาณค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ๑๑,๗๐๕,๐๗๘ บาท. ( สิบเอ็ดล้านเจ็ดแสนห้าพันเจ็ดสิบแปดบาทถ้วน )

สมณศักดิ์


พ.ศ. ๒๕๐๗ ได้รับการแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็นพระครูผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้น โท ที่พระครูมงคลญาณ


พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก ในนามเดิม


พ.ศ. ๒๕๑๗ ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นพิเศษ ในนามเดิม


พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะสามัญที่พระกิตติสารสุธี


พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชธรรมกวี

หน้าแรก
๑๐
๑๑