รูปที่ ๔ พระเทพญาณวิศิษฎ์ ( เปลี่ยน ญาณฐิโต ป.ธ.๕)

          พระเทพญาณวิศิษฎ์ เดิมชื่อ เปลี่ยน ฉายา ณาณฐิิโต นามสกุล ศรปัญญา เกิดวันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ ที่บ้านบุยาว ตำบลกล้วยกว้าง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ เมื่ออายุได้ ๑๔ ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้ฝากให้เป็นศิษย์ท่านมหาทองดี ไปศึกษาปริยัติธรรมที่จังหวัดปราจีนบุรี

          เบื้องแรกไปพำนักอยู่ ณ วัดสระข่อย ต. โคกปีป อ.ศรีมหาโพธิ์ จังหวัดปราจีนบุรี ได้บรรพชาเป็นสามเณรจำพรรษาที่วัดสระข่อย ๑ พรรษา และต้นเดือนกรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๗๖ ได้ย้ายไปจำพรรษา อยู่วัดปะกอกสีมาราม ต. รอบเมือง อ. เมือง จ. ปราจีนบุรี ทำพิธีบวชใหม่เป็นธรรมยุต โดยมีท่านเจ้าคุณพระปราจีนมุนี ศรีอุทัยพิศคณาจารย์ สังฆปาโมกข์ เจ้าคณะจังหวัดปราจีนบุรี (ธ) เป็นพระอุปัชฌาย์

          สอบได้นักธรรมชั้นตรี พ.ศ. ๒๔๗๗

          นักธรรมชั้นโท สอบได้ พ.ศ. ๒๔๗๙ ที่สำนักเรียนวัดปะกอกสีมาราม วันที่ ๑๔ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๓ ตรงกับวันอาทิตย์ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๕ ปีมะโรง

         ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ณ พระอุโบสถวัดบวรมงคล แขวงบางยี่ขัน กรุงเทพมหานคร โดยมีท่านเจ้าคุณพระญาณรักขิต ( หรั่ง ปิยธโร ป.ธ. ๕ ) วัดบรมนิวาส เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ มีพระมหาไข อุปติสฺโส ป.ธ. ๖ เป็นกรรมวาจาจารย์ และพระมหาผล ฐานิสฺสโร ป.ธ. ๖ วัดบวรมงคล เป็นอนุสาวนาจารย์ ทั้ง ๒ รูป อยู่ที่วัดบวรมงคล


วิทยฐานะ


พ.ศ. ๒๔๗๓ จบชั้นประถมบูรณ์ โรงเรียนประจำตำบล ต. กล้วยกว้าง อ. อุทุมพรพิสัย จ. ศรีสะเกษ
พ.ศ. ๒๔๗๗ สอบได้นักธรรมชั้นตรี สำนักเรียนวัดมะกอกสีมาราม ต.รอบเมือง อ. เมือง จ. ปราจีนบุรี
พ.ศ. ๒๔๗๙ สอบได้นักธรรมชั้นโท สำนักเรียนวัดมะกอกสีมาราม
พ.ศ. ๒๔๘๖ สอบได้เปรียญธรรม ๓ ประโยค ในสำนักเรียนสาขาวัดบวรมงคล ตำบลบางพลัด อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี
พ.ศ. ๒๔๙๐ สอบได้เปรียญธรรม ๔ ประโยค ในสำนักเรียนสาขาวัดบวรมงคล ตำบลบางพลัด อำเภอบางกอกน้อย จังหวัดธนบุรี
พ.ศ. ๒๔๙๙ สอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค ในสำนักเรียนสาขาวัดบวรมงคล

ภาระและหน้าที่การงาน


        ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ท่านเจ้าคุณพระสุมงคลมุนี ( ผิว ฐิตเปโม ป.ธ. ๗ ) เจ้าอาวาสวัดบวรมงคลอาพาธ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่เจ้าอาวาสได้ตามปกติ

        ท่านได้เสนอแต่งตั้งพระศรีวิสุทธิวงศ์ (สาย ตุลโย ป.ธ. ๙ ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาส ให้เป็นผู้ทำการแทนเจ้าอาวาสวัดบวรมงคล พระมหาเปลี่ยน ญาณฐิโต ป.ธ. ๔ (สถานะในขณะนั้น) ก็ได้เข้าร่วมงานช่วยเหลือท่านเจ้าคุณพระศรีวิสุทธิวงศ์มาโดยตลอด

         เมื่อท่านเจ้าคุณพระศรีวิสุทธิวงศ์ได้มรณภาพลงในวันที่ ๒๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๑ ท่านพระครูมงคลญาณ (เปลี่ยน ญาณ ฐิโต ป.ธ. ๕) สถานภาพขณะนั้น ก็ได้รับช่วงภาระหน้าที่ต่าง ๆ แทนท่านเจ้าคุณพระศรีวิสุทธิวงศ์ (สาย ตุลโย ป.ธ. ๙ ) สืบมา

การรื้อซ่อมแซมพระอุโบสถ


         ในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๐๓ ท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาสพระสุมงคลมุนี ได้ติดต่อให้กรมชลประทาน รับเป็นผู้ดำเนินการซ่อมแซมหลังคาพระอุโบสถดังกล่าว ท่านอธิบดีกรมชลประทาน ม.ล. ชูชาติ คำภู ได้ส่งช่างมาสำรวจและดำเนินการซ่อมตามความประสงค์ของวัด โดยแบ่งการซ่อมออกเป็น ๒ ตอน คือ
       ๑. รื้อหลังคา นำขื่อลง หล่อขื่อคอนกรีตเสริมเหล็ก ปรับหลังคา มุงกระเบื้อง เทปูนขอบกระเบื้อง ปูเพดานและทาสี
       ๒. ปรับปรุงเครื่องช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หัวตะเฆ่ สับตะเฆ่ ลงรักติดกระจก และยกติดตั้งให้เรียบร้อย
ข้อที่ ๑ เริ่มปลายปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ๑๔๙,๒๕๘.๐๐ บาท (หนึ่งแสนสี่หมื่นเก้าพันสองร้อยห้าสิบแปดบาทถ้วน)
ข้อที่ ๒ เริ่มวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๐๖ และสำเร็จในปีนั้น ค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น ๑๓,๐๐๐.๐๐ บาท (หนึ่งหมื่นสามพันบาทถ้วน) และเสียค่าซ่อมแซมหลังคารั่วอีก ๑๗,๐๐๐.๐๐ บาท (หนึ่งหมื่นเจ็ดพันบาทถ้วน)

เปิดกรุพระกลีบบัว


       การเปิดกรุเจดีย์หน้าวัดด้านทิศเหนือ ริมฝังแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อวันที่ ๒๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๙ ในการนี้มีผู้ศรัทธาบูชาพระกลีบบัวบริจาคเงินบูรณะวัดในลักษณะเช่าไปบูชาได้เงิน ๓๘๖,๕๔๔.๐๐ บาท (สามแสนแปดหมื่นหกพันห้าร้อยสี่สิบสี่บาทถ้วน) ทางวัดได้นำเงินจำนวนนี้ไปบูรณะและปรับปรุงพระอารามนี้เป็น ๒ ระยะ คือ


ระยะแรก


      เดือนพฤษภาคม – มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๐๙
ในการประชุมครูปริยัติธรรม ประจำปี ซึ่งขณะนั้นมีท่านเจ้าคุณพระญาณเวที เป็นประธาน ขออนุมัติทุนบูรณะวัด ๒ รายการคือ
       ๑. เปลี่ยนสายไฟฟ้าแรงสูงจาก ๑๑๐ v. เป็น ๒๒๐ v. ติดตั้งเสาไฟฟ้าตามทางเดินภายในวัด โดยทั่วไปและติดไฟฟ้าในที่ที่เห็นสมควร โดยพระครูมงคลญาณ (พิเชนท์ ชินวํโส) เป็นผู้ดำเนินการ จ่ายค่าอุปกรณ์มีเสาคอนกรีต สายไฟแรงสูงเป็นต้น และรวมค่าแรงงาน เป็นเงินทั้งสิ้น ๒๑,๑๕๘.๒๕ บาท (สองหมื่นหนึ่งพัน หนึ่งร้อยห้าสิบแปดบาทยี่สิบห้าสตางค์)
       ๒. นำทรายมาถมพื้นที่ลานวัด หน้าพระอุโบสถซึ่งเป็นสระน้ำเก่าให้เป็นลานใช้ประโยชน์ได้ โดยใช้ทรายถมพื้นที่ทั้งหมด ๑.๖๐๔ คิวบิคเมตร ในจำนวนนี้มีผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาค ๒ ราย คือ คุณชุบ ทราย ๕๕ คิวบิคเมตร คุณสังวาลย์ ๖๕ คิวบิคเมตร ใช้จ่ายในทางนี้ รวมเป็นเงิน ๓๑,๐๒๐.๐๐ บาท (สามหมื่นหนึ่งพันยี่สิบบาทถ้วน) โดยมีพระมหาสรเชต คมฺภิรธมฺโม ป.ธ. ๙ เป็นผู้ดำเนินการ

ระยะหลัง


       เดือนมิถุนายน – ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๐๙
การซ่อมแซม สร้างและบูรณะหลายอย่างพร้อม ๆ กันไป ทั้งนี้ด้วยความเห็นชอบจากเจ้าอาวาส และด้วยการรวมมือจากกรรมการหลายฝ่าย มีทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์โดยมี พระญาณเวที (เปลี่ยน ญาณฐิโต) ประธานดำเนินการ และมีพระครูมงคลญาณ (พิเชนท์ ชินวํโส)

รองประธานดำเนินการ มีรายการดังนี้


      ๑. จัดซ่อมทาสีปูนขาว ผนังพระอุโบสถทั้งด้านนอกและด้านใน และทาสีบานประตูหน้าต่างพระอุโบสถ


      ๒. ขัดล้าง ทาสีปูนขาวซุ้มเสมา ๗ ซุ้ม รอบพระอุโบสถ


      ๓. ซ่อมพื้นซีเมนต์รอบพระอุโบสถ ทำทางเดินเชื่อมระหว่างวิหารคตกับพระอุโบสถ เพิ่มขึ้นและขยายพื้นซีเมนต์รอบพระอุโบสถเป็นบางแห่ง


     ๔. ซ่อมเพดานหน้าวิหารคต และซ่อมหน้ามุขวิหารคตด้านหน้าซึ่งชำรุด


     ๕. สร้างห้องน้ำทางทิศเหนือพระอุโบสถ ๔ ห้อง ๑ หลัง


     ๖. ซ่อมหอระฆัง ฉาบปูนบางส่วน ขัดล้างและทาสีปูนขาวรวมรายการต่าง ๆ สิ้นเงิน ๗๖,๐๐๐.๐๐ บาท (เจ็ดหมื่นหกพันบาทถ้วน)


     ๗. ซ่อมสะพานหน้าวัด โดยการเปลี่ยนเสาบางต้น เปลี่ยนคานทั้งหมด เปลี่ยนพื้นจากไม้เป็นคอนกรีตเสริมเหล็กใส่ราวเหล็ก สิ้นเงิน๕๑,๐๗๙.๐๐ บาท (ห้าหมื่นหนึ่งพันเจ็ดสิบเก้าบาทถ้วน) ขณะนี้รื้อปลายสะพานออกเพื่อสร้างเขื่อนกันน้ำท่วม


     ๘. ซ่อมพระเจดีย์หงษา จากส่วนคอระฆังลงมาโดยกะเทาะของเก่า ฉาบปูนใหม่ ทาสีปูนขาว ขยายรอบด้านละ ๑.๕๐ เมตรโดยทาพื้นคอนกรีต มีรั้วเหล็กล้อมรอบองค์พระเจดีย์เสารั้วเหล็กเป็นคอนกรีตหล่อจากพื้น สิ้นค่าก่อสร้างจากรายการนี้ ๓๐,๑๕๐.๐๐ บาท (สามหมื่นหนึ่งร้อยห้าสิบบาทถ้วน)


     ๙. ถมพื้นที่ลุ่มด้วยทรายละเอียด บริเวณหน้าพระเจดีย์และข้างวิหารคต บริเวณบ่อน้ำเก่าซึ่งถมมาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ทรายยุบตัวไปมากต้องถมใหม่ รวมทั้งบริเวณข้างทางเดินด้านทิศเหนือจากพระอุโบสถไปท่าน้ำ พร้อมทั้งทำเขื่อนและทับด้วยดินกับทรายด้วย โดยใช้เรือดูดทรายจากหน้าวัดขึ้นไปถมพื้นที่ดังกล่าว หมดทรายไป ๒,๙๙๔ คิวบิคเมตร สิ้นค่าใช้จ่ายในการนี้ ๖๓,๘๐๐.๐๐ บาท (หกหมื่นสามพันแปดร้อยบาทถ้วน)


     ๑๐. ซ่อมสะพานท่าเรือโดยสารวัดบวรมงคลซึ่งนางเกลี้ยงเป็นผู้รับประมูลดำเนินการโดยให้เช่าจัดผลประโยชน์ ใช้เป็นท่าเรือยนต์ข้ามฟาก ในการซ่อมใช้ไม้กระดานและเสาที่มีอยู่ในวัดเท่าที่จะหาได้ส่วนหนึ่ง และทางวัดจัดหาอีกส่วนหนึ่ง ส่วนการงานจ้างขาดตัวทั้งหมด สิ้นค่าก่อสร้างทั้งสิ้น ๙,๕๐๐.๐๐ บาท (เก้าพันห้าร้อยบาทถ้วน)

การก่อสร้างและซ่อมบูรณะปฏิสังขรณ์ในระยะที่ ๓ - ปัจจุบัน


        เนื่องจากวัดบวรมงคลเป็นวัดเก่าแก่สร้างมาปลายสมัยกรุงศรีอยุธยาคือ พ.ศ. ๒๓๐๐ ถาวรวัตถุต่าง ๆ เช่น พระอุโบสถ วิหารคต หอระฆัง กุฏิ เป็นต้น จึงชำรุดทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลา แม้จะมีการปฏิสังขรณ์เรื่อย ๆ มาตามลำดับ ก็เป็นเพียงเพื่อแก้ไขบางจุด มิให้รั่วชำรุดมากนัก แต่สภาพทั่ว ๆ ไปแล้ว ยังจะต้องได้รับ การซ่อมแซมใหญ่อยู่อีกมาก อีกทั้งศาลาบำเพ็ญกุศลหลังเดิม ก็ใช้เป็นที่พำนักของพระภิกษุสามเณรในวัด จึงขาดศาลาการเปรียญเพื่อบำเพ็ญกุศล พระญาณเวที (เปลี่ยน ญาณฐิโต) จึงปรึกษากรรมการสงฆ์และคฤหัสถ์

       เพื่อพัฒนาวัดให้เจริญรุงเรืองยิ่งขึ้นโดยมีผลงานการก่อสร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์เสนาสนะของวัดตามรายการดังนี้


       ๑. พ.ศ. ๒๕๐๘ เป็นประธานการก่อสร้าง “กุฏินักปกครองและสหายอนุสรณ์” สิ้นค่าก่อสร้าง ๕๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท (ห้าแสนบาทถ้วน)


       ๒. พ.ศ. ๒๕๑๒ เป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างกุฏิราชเมธาจารย์ ซึ่งคุณนายละเอียด ชำนาญอนุสาสน์ สร้างถวายพระราชเมธาจารย์ เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๑๒ สิ้นเงิน ๕๕๐,๐๐๐.๐๐ บาท (ห้าแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)


      ๓. เป็นผู้อำนวยการก่อสร้างกุฏิระรวย จันเกษม และนิภา สุวรรณสิงห์ สิ้นค่าก่อสร้าง ๕๐,๐๐๐.๐๐ บาท (ห้าหมื่นบาทถ้วน)


      ๔. พ.ศ. ๒๕๑๔–๒๕๑๘ เป็นประธานการก่อสร้างศาลาการเปรียญ (ศาลาใหญ่) เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น กว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๒๙ เมตร ลักษณะทรงไทย โดยมีคณะกรรมการหลายฝ่ายมีทั้งพระภิกษุและฝ่ายคฤหัสถ์ สิ้นค่าก่อสร้าง ๑,๓๕๐,๐๐๐.๐๐ บาท (หนึ่งล้านสามแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)


      ๕. พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นผู้อำนวยการสร้างถนนเข้าวัดบวรมงคล เชื่อมกับซอยจรัญสนิทวงศ์ ๔๔ - ๔๖ ตรงหน้าประตูเข้าโรงเรียนวัดบวรมงคล ต่อกับถนนเอกชนเดิม โดยงบประมาณของกรุงเทพมหานคร เพื่อสนองพระราชปรารภของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อคราวเสด็จพระราชดำเนิน เพื่อพระราชทานผ้าพระกฐิน ณ วัดบวรมงคลราชวรวิหาร ทางชลมารค ปี พ.ศ. ๒๕๐๙ มีความยาว ๕๐๐ เมตร กว้าง ๖ เมตร โดยมอบหมายให้พระครูมงคลญาณ (พิเชนทร์ ชินวํโส) ประธานกรรมการจัดผลประโยชน์ วัดบวรมงคล เป็นผู้กำหนดแนวทางตัดถนนเข้าไปในที่ตั้งโรงเรียนวัดบวรมงคล ๑๘ เมตร ตามความลึกและยาวของพื้นที่ และตัดผ่านหมู่บ้านเช่าของวัดลงไป ตามแนวทางคลองของวัดไป จดท่าเรือของวัดปัจจุบัน โดยการถมคลองระหว่างเขตสังฆาวาสและพุทธาวาส ทำเป็นถนนลาดยาง งบประมาณ ๙๔๘,๖๓๒.๐๐ บาท. (เก้าแสนสี่หมื่นแปดพันหกร้อยสามสองบาทถ้วน )

        ครั้นต่อมาประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๖ พรรคประชากรไทย โดยคุณสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรค ได้ปรับปรุงยกพื้นถนนให้สูงขึ้นเป็นคอนกรีตตลอดสาย ตั้งแต่หน้าโรงเรียนถึงท่าเรือวัด สิ้นเงินประมาณ ๑,๕๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท (หนึ่งล้านห้าแสนบาทถ้วน)


       ๖. พ.ศ. ๒๕๒๐ เป็นประธานในการปรับปรุงกุฏิเก๋าพระจอม โดยการต่อเติมห้องชั้นบนเป็นสำนักงานเลขานุการ จัดผลประโยชน์วัดสร้างที่พักรับลม ปรับปรุงบันไดขึ้นลงทั้งสองข้าง ยกพื้นชั้นล่างให้สูงขึ้น กั้นห้องให้เป็นที่อาศัยและเป็นที่ฉันอาหารของพระภิกษุสามเณร สิ้นค่าก่อสร้าง ๓๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท (สามแสนบาทถ้วน)


       ๗. ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๑ เป็นผู้อำนวยการสร้าง “กุฏิอัศวรักษ์” คอนกรีตเสริมเหล็ก ลักษณะทรงไทย กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๘ เมตร สิ้นค่าก่อสร้าง ๕๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท (ห้าแสนบาทถ้วน)


       ๘. พ.ศ. ๒๕๒๑ เป็นประธานปลูกสร้างตึกแถวเป็นอาคารพาณิชย์ ๓ ชั้น ๔๘ คูหา ในเนื้อที่ประมาณ ๔๖๔.๐๐ ตารางเมตร โดยมอบให้พระครูมงคลญาณ (พิเชนทร์ ชินวํโส) เป็นผู้ควบคุมดูแลใกล้ชิด มีนายวิเชียร วิสุทธิสุรพงศ์ เป็นผู้ประมูลวัดได้ตั้งค่าหน้าดินห้องละ ๘,๐๐๐.๐๐ บาท (แปดพันบาทถ้วน) ให้จัดเก็บค่าเช่าห้อง ๘๐ บาท(แปดสิบบาท) ต่อเดือนเป็นเวลา ๑๐ ปีแรก เดือนละ ๑๐๐ บาท(ร้อยบาทถ้วน) ๑๐ ปีหลัง และ ๑๒๐.๐๐ บาท ต่อเดือนใน ๑๐ ปีหลังสุดตามสัญญา จากนั้นวัดมีสิทธิเข้าไปจัดการประมวลเช่าอยู่อาศัยตามระเบียบของวัดเอง


        ๙. พ.ศ. ๒๕๒๓ เป็นประธานก่อสร้างศาลาศรัทธาธรรมสร้างโดยอุบาสิกาอาบศรี กล้าหาญ พร้อมบุตร – หลาน – ญาติ – มิตร เป็นอาคารลักษณะทรงไทย กว้าง ๖ เมตร ยาว ๑๒ เมตร สิ้นค่าก่อสร้าง ๒,๕๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท (สองล้านห้าแสนบาทถ้วน)


               ๙.๑ พ.ศ. ๒๕๒๓ - ๒๕๒๔ เป็นประธานก่อสร้าง “กุฏินวกะประชาอุปถัมภ์” สิ้นค่าก่อสร้าง ๔๕๐,๐๐๐.๐๐ บาท (สี่แสนห้าหมื่นบาทถ้วน)


         ๑๐. พ.ศ. ๒๕๒๖ เป็นประธานอำนวยการก่อสร้าง “กุฏิพักพระกรรมฐาน” สิ้นค่าก่อสร้าง ๔๕,๐๐๐.๐๐ บาท (สี่หมื่นห้าพันบาทถ้วน)


         ๑๑. ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ เป็นประธานสร้าง “ศาลาอเนกประสงค์” ทรงไทย กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๖ เมตร สิ้นค่าก่อสร้าง ๔๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท (สี่แสนบาทถ้วน)


        ๑๒. ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ เป็นประธานอำนวยการสร้างหอระฆัง ๒ ชั้น เสริมเหล็กลักษณะทรงไทย ๑๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท (หนึ่งแสนบาทถ้วน)


         ๑๓. พ.ศ. ๒๕๓๑ เป็นประธานอำนวยการก่อสร้าง “ศาลาภาวนาพุทธจิต” ๒ ชั้น ลักษณะทรงไทย สิ้นค่าก่อสร้าง ๔๕๐,๐๐๐.๐๐ บาท (สี่แสนห้าหมื่นบาทถ้วน)


         ๑๔. พ.ศ. ๒๕๓๑ เป็นประธานอำนวยการก่อสร้าง “กุฎิสุภนิมิตสีลมงคล” สิ้นค่าก่อสร้าง ๓๒๐,๐๐๐.๐๐ บาท(สามแสนสองหมื่นบาทถ้วน)


         ๑๕. พ.ศ.๒๕๓๒ เป็นประธานอำนวยการก่อสร้าง “กุฏิอนุสรณ์พระศรีวิสุทธิวงศ์” ลักษณะทรงไทย กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๖ เมตร สิ้นค่าก่อสร้าง ๑,๕๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท (หนึ่งล้านห้าแสนบาทถ้วน)


         ๑๖. ๑๐ กันยายน ๒๕๓๒ เป็นประธานอำนวยการก่อสร้างโรงเรียนปริยัติธรรม “เวชยันตรังสฤษฎ์” กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๑๘ เมตร ลักษณะทรงไทย สิ้นค่าก่อสร้าง ๒,๕๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท (สองล้านห้าแสนบาทถ้วน) โดยทุนของทายาทของคุณพระเวช ฯ เอง


         ๑๗. พ.ศ. ๒๕๓๔ เป็นประธานอำนวยการก่อสร้าง “กุฏิวิชัยวัฒน์” ลักษณะทรงไทยกว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๖ เมตร สิ้นค่าก่อสร้าง ๓๕๐,๐๐๐.๐๐ บาท (สามแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)


         ๑๘. พ.ศ. ๒๕๓๖ -๒๕๓๗ เป็นประธานอำนวยการก่อสร้างกุฏิหอฉัน ลักษณะทรงไทย กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๕ เมตร สิ้นค่าก่อสร้าง ๔๕๐,๐๐๐.๐๐ บาท (สี่แสนห้าหมื่นบาทถ้วน)


         ๑๙. ๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๗ เป็นประธานอำนวยการก่อสร้าง “ กุฏิ ๗๕ ปี พระราชวรญาณมุนี” เป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น ลักษณะทรงไทย กว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๑๘ เมตร สิ้นค่าก่อสร้าง ๓,๕๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท (สามล้านห้าแสนบาทถ้วน)


          ๒๐. พ.ศ. ๒๕๓๘ เป็นผู้อำนวยการก่อสร้างกุฏิกัมมัฏฐาน “สำเนียง วีรวุฒิและคณะ” กว้าง ๕ เมตร ยาว ๑๒ เมตร ลักษณะทรงไทย สิ้นค่าก่อสร้าง ๒๕๐,๐๐๐.๐๐ บาท (สองแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)


          ๒๑. พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นประธานอำนวยการก่อสร้าง “กุฏิคณะเขียวอนุสรณ์” เป็นอาคารทรงไทย คอนกรีตเสริมเหล็ก ๒ ชั้น กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๔ เมตร สิ้นค่าก่อสร้าง ๔,๐๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท (สี่ล้านบาทถ้วน)


           ๒๒. ๒๕๔๐ เป็นประธานการก่อสร้างหอฉันคณะสูง กว้าง ๘ เมตร ยาว ๑๖ เมตร ลักษณะทรงไทย ก่อสร้างเสร็จภายใน ปี ๒๕๔๑ สิ้นค่าก่อสร้าง ๕๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท (ห้าแสนบาทถ้วน)

การบูรณะปฏิสังขรณ์พระอุโบสถและวิหารคด


       เนื่องจากพระอุโบสถและวิหารคดวัดบวรมงคล (ลิงขบ) เก่าแก่มาก แม้ว่าทางวัดจะได้บูรณะซ่อมแซมไปแล้วหลายครั้ง แต่ก็ชำรุดผุพังลงเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา พระเดชพระคุณพระเทพญาณวิศิษฏ์ (เปลี่ยน ญาณฐิโต ป.ธ. ๕)

      จึงได้ปรึกษาคณะกรรมการแล้วเรียกนายช่างอินทร์มาสำรวจและตีราคา ลงมือซ่อมแซมพระอุโบสถและวิหารคด ตามรายการต่อไปนี้


     ๑. ซ่อมหน้าบันมุขวิหารคดทั้ง ๔ ด้าน โดยกะเทาะปูนเก่าออกแล้วฉาบปูนใหม่ตกแต่งทาสีใหม่ทั้งหมด


     ๒. ซ่อมเสารอบ ๆ วิหารคดโดยกะเทาะปูนเก่าที่เสื่อมคุณภาพออก ฉาบปูนใหม่ตกแต่งทาสีใหม่ทั้งหมด


     ๓. ซ่อมพระพุทธรูปรอบวิหารคต ๑๐๘ องค์


     ๔. ซ่อมหลังคาพระอุโบสถที่ชำรุดรั่วเมื่อคราวฝนตก


     ๕. ซ่อมแซมฐานพระอุโบสถเดิมฐานพระอุโบสถมีลักษณะคล้ายกับเรือหงส์ โดยดัดแปลงให้มีฐานแนวตรง ฉาบปูนใหม่ให้แข็งแรงมั่นคง ทาสีขาวทั้งหมด


     ๖. ลงรักปิดกระจกช่อฟ้า ใบระกาพระอุโบสถ


     ๗. สร้างซุ้มประตูทั้ง ๔ บาน ด้วยลวดลายไทย ลงรักปิดกระจก ทาสีใหม่ทั้งหมด


     ๘.สร้างซุ้มหน้าต่างทั้งสองข้างพระอุโบสถด้วยลวดลายไทยลงรักปิดกระจกทาสีใหม่


     ๙. ลงลวดลายไทยที่บานประตู บานหน้าต่าง และดาดฟ้าของพระอุโบสถ


     ๑๐. สร้างรูปพญานาค ลงรักปิดกระจก ทาสี ที่บันไดทั้ง ๔ ข้างของพระอุโบสถ


     ๑๑. ซ่อมซุ้มเสมา ๘ เสมา รอบพระอุโบสถ ทาสีใหม่ทั้งหมด


     ๑๒. เทคอนกรีตรอบ ๆ ลานพระอุโบสถ โดยยกพื้นให้สูงขึ้นกว่าเดิม


     ๑๓. เปลี่ยนสายไฟฟ้า และติดหลอดไฟฟ้าใหม่รอบ ๆ วิหารคต และพระอุโบสถ


      ๑๔. เทคอนกรีตเสริมเหล็กรอบนอกวิหารคด แล้วปูแผ่นอิฐ


     ๑๕. สร้างห้องน้ำด้านทิศเหนือพระอุโบสถเพิ่มอีก ๔ ห้อง เดิมที่มีอยู่ ๔ ห้อง
รวมทั้ง ๑๕ รายการ ค่าบูรณะปฏิสังขรณ์ทั้งสิ้น ๓,๐๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท (สามล้านบาทถ้วน)
ต่อมาในวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๙ ทางวัดได้ตกลงจ้างเหมา ซ่อมพระอุโบสถโดยคุณคูณ สัมภวะผล ไวยาวัจกร เป็นตัวแทนลงนามสัญญาว่าจ้าง ซ่อมพระอุโบสถมีรายการซ่อมดังนี้


     ๑. การรื้อ – ซ่อม – เปลี่ยนกระเบื้องหลังคาพระอุโบสถทั้งหมด สิ้นงบประมาณ ๒,๕๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท (สองล้านห้าแสนบาทถ้วน)


     ๒. สกัด – ซ่อมผนังภายนอกรอบพระอุโบสถ แล้วทาสี ปิดกระจก ทาทองลวดลายคันทวย บัวปลายเสาทั้งหมด สิ้นงบประมาณ ๑,๘๕๐,๐๐๐.๐๐ บาท (หนึ่งล้านแปดแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)


     ๓.ซ่อมสีลวดลาย เพดานในพระอุโบสถทั้งหมด สิ้นงบประมาณ ๑๕๐,๐๐๐.๐๐ บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นบาทถ้วน)


     ๔. เขียนภาพสีลวดลาย บานประตู หน้าต่าง ทั้งด้านในและด้านนอก สิ้นงบประมาณ ๓๑๐,๐๐๐.๐๐ บาท (สามแสนหนึ่งหมื่นบาทถ้วน)


     ๕. เปลี่ยนโคมไฟฟ้าทั้งหมดภายในพระอุโบสถ ซ่อมทางทองชุดโต๊ะหมู่บูชา และธรรมมาสน์ สิ้นงบประมาณ ๑๕๓,๖๖๒.๐๐ บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นสามพันหกร้อยหกสิบสองบาทถ้วน)


     ๖. ทาทองปิดกระจก ฐานพระประธาน และพระอัครสาวกซ้าย – ขวา สิ้นงบประมาณ ๖๐,๐๐๐.๐๐ บาท (หกหมื่นบาทถ้วน)
รวมงบประมาณทั้งสิ้น ๕,๐๒๓,๖๖๒.๐๐ บาท (ห้าล้านสองหมื่นสามพันหกร้อยหกสิบสองบาทถ้วน)

สร้างสวนเฉลิมพระเกียรต


      เนื่องจากในปี ๒๕๓๙ เป็นปีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองราชย์ครบ ๕๐ ปี ชุมชนวัดบวรมงคลและสำนักงานเขตบางพลัด มีความประสงค์จะสร้างสวนเฉลิมพระเกียรติถวาย

       จึงได้มาปรึกษาขอสนามหน้าวัดรอบ ๆ เจดีย์หงษาจากพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระเทพญาณวิศิษฎ์ (เปลี่ยน ญาณฐิโต ป.ธ. ๕ ) ในฐานะเป็นเจ้าอาวาส เพื่อสร้างเป็นสวนเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ ๙ เพื่อน้อมเกล้าถวายแด่ในหลวงในวาระดิถี ที่พระองค์ได้ทรงครองราชย์มาครบ ๕๐ ปี เนื่องในวโรกาสเฉลิมฉลองปีกาญจนาภิเษก ด้วยจุดประสงค์ให้ประชาชนทั่วไปได้ใช้พักผ่อนหย่อนใจ

       พระเดชพระคุณได้เห็นด้วยในหลักการ จึงอนุมัติให้สำนักงานเขตบางพลัด ได้จัดสร้างด้วยงบประมาณกรุงเทพมหานคร สิ้นงบประมาณก่อสร้างทั้งสิ้นประมาณ ๔,๕๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท (สี่ล้านห้าแสนบาทถ้วน) การก่อสร้างได้เสร็จสิ้นลง และได้เปิดให้ประชาชนทั่วไปได้พักผ่อนต่อไป

สมณศักดิ์


        พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระเทพญาณวิศิษฎ์ (เปลี่ยน ญาณฐิโต ป.ธ. ๕) ได้เป็นพระอุปัชฌาย์จารย์ ของกุลบุตร ซึ่งมีศิษยานุศิษย์เป็นจำนวนมาก ได้อุทิศตนบำเพ็ญศาสนกิจเป็นประโยชน์เกื้อกูล แก่ประเทศชาติและพระศาสนาไว้เป็นอเนกประการ ได้ให้การอนุเคราะห์ สงเคราะห์แก่กุลบุตรกุลธิดามากมาย จนปรากฏว่าศิษยานุศิษย์เหล่านั้นได้รับการศึกษาจนนำไปประกอบสัมมาชีพ เป็นกำลังสำคัญของชาติพระศาสนา

       พร้อมทั้งพัฒนาตนเองและครอบครัวให้เจริญก้าวหน้า ด้วยผลงานด้านการปกครอง ด้านการศึกษา พัฒนาการศึกษา ด้านการเผยแผ่ ด้านการสังคมสงเคราะห์ และด้านการศาสนูปการ ที่พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระเทพญาณวิศิษฎ์ (เปลี่ยน ญาณฐิโต ป.ธ. ๕) ได้ทุ่มเทกำลังกาย กำลังสติปัญญา และกำลังทรัพย์ปฏิบัติศาสนากิจรับผิดชอบ ภาระธุระในด้านศาสนา ด้วยความเอาใจใส่อย่างดียิ่ง จนปรากฏผลมหาศาลแก่สังคม ประเทศชาติและศาสนาตามที่กล่าวมา จึงได้รับพระราชทานสมณศักดิ์จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบันตามลำดับ ดังนี้


๑. วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ เป็นพระครูมงคลญาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวง ชั้นโท


๒. วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๕ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูผู้ช่วยเจ้าอาวาสพระอารามหลวงชั้นเอก ในนามเดิม


๓. วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ มีพระราชทินนามว่า “ พระญาณเวที”


๔. วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราช มีพระราชทินนามว่า “ พระราชวรญาณมุนี”


๕. วันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพ มีพระราชทินนามว่า “พระเทพญาณวิศิษฏ์ ปริยัติกิจธรรมสาธก ศาสนดิลกการธุราทร ยติคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี”


       ได้ปฏิบัติหน้าที่แทนเจ้าอาวาสมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๑ นับตั้งแต่พระศรีวิสุทธิวงศ์ ( สาย ตุลโย ป.ธ๙ มรณภาพลง ) จนถึง พ.ศ. ๒๕๓๘ เมื่อพระราชเมธาจารย์ ( ผิว ฐิตเปโม ป.ธ ๗ ) เจ้าอาวาสวัดบวรมงคล มรณภาพลง

เมื่อวันที่ ๑๙ มกราคม ๒๕๓๘ ได้รักษาการแทนเจ้าอาวาสและได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรมงคล

เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๓๘ ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรมงคลมา จนกระทั้งถึง พ.ศ.๒๕๔๐ รวม สิริอายุได้ ๗๘ ปี ๔ เดือน กับอีก ๑๕ วัน.

หน้าแรก
๑๐
๑๑