รูปที่ ๖ พระธรรมวิสารทะ (จู สิงฺโฆ ป.๔ รามัญ)

        ท่านเจ้าคุณพระครูวิสารทะ เดิมชื่อ จู ฉายา สิงฺโฆ ท่านเกิดเมื่อวันเสาร์ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีฉลู จุลศักราช ๒๓๙๖ ที่บ้านบางตระไนย จังหวัดปทุมธานี บิดาชื่อป้าน เป็นสมิงปราบหงษา นายกองมอญ มารดาชื่อ เหมือน เป็นชาวรามัญโดยกำเนิด ท่านเกิดเป็นสหชาติกับรัชกาลที่ ๕

        เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๙ ท่านอายุ ๑๓ ปี บวชเป็นสามเณร ในสำนักของพระครูนิโรธมุนี วัดบางตระไนย ศึกษาไวยากรณ์ชั้นต้น ตามหลักสูตรการศึกษาบาลีรามัญที่นั่น ๑ พรรษา และได้ไปเรียนมูลไวยากรณ์ต่อที่สำนักพระอาจารย์นนท์ วัดกู้ บางพูด จังหวัดนนทบุรี เรียนพระปริยัติธรรมในพระคุณวงศ์ (สน) เป็นเวลา ๒ ปี

         พ.ศ. ๒๔๑๔ ได้ย้ายไปอยู่วัดบวรนิเวศวิหาร พระนคร ศึกษาพระปริยัติธรรมกับพระมหาเย็น อายุครบอุปสมบทแล้ว ย้ายกลับไปวัดบางตระไนย อุปสมบทที่นั่น โดยมีพระไตรสรณธัช วัดเสาธงทอง เป็นพระอุปัชฌาย์ พระคุณวงศ์ (สน) และพระครูวิเชียรมุนี วัดฉิมพลี เป็นคู่สวด ในปีเดียวกันนั่นเอง หลังจากอุปสมบทแล้ว ได้ย้ายไปจำพรรษา ที่วัดปรมัยยยิกาวาส ศึกษา พระปริยัติธรรมในสำนักพระคุณวงศ์ (สน) ๔ พรรษา

          พ.ศ.๒๔๑๙ ได้เข้าสอบแปลพระปริยัติธรรม ณ พระที่นั่งพุทไธยสวรรย์ พระศาสนโสภณ เป็นแม่กองสอบได้สอบ ได้ครั้งนั้นเป็นเปรียญ ๒ ประโยค เทียบกับเปรียญไทย ๓ ประโยค

          หลังจากนั้นมา ท่านได้ใช้เวลาฝึกฝน ซ้อมหนังสือกับสมเด็จพระวันรัตน์ (แดง) วัดสุทัศน์ พระนคร เป็นเวลา ๕ ปี ได้เขาสอบแปลพระปริยัติธรรม อีกครั้งหนึ่ง ณ พระที่นั่งพุทไธยสวรรย์ สมเด็จพระสังฆราชเป็นแม่กองสอบ ได้อีก ๑ ประโยค จึงเป็นเปรียญธรรม ๓ ประโยค

           ต่อมา พ.ศ. ๒๔๒๕ ท่านได้เข้าสอบแปลพระปริยัติธรรม ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สมเด็จพระสังฆราชเจ้า ครั้งยังเป็น กรมหมื่นวชิรญาณวโรรส เป็นแม่กองสอบ ครั้งนี้สอบอีก ๑ ประโยค จึงเป็น ๔ ประโยค เปรียญสามัญ และถือเป็นเปรียญเอก จบหลักสูตรเพียงเท่านี้

            วันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ.๒๔๓๓ ได้รับพระราชทาน สมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะที่พระธรรมวิสารธะ และโปรดฯ อาราธนามาเป็นเจ้าอาวาส วัดบวรมงคล ตั้งแต่นั้นมาท่านได้ปรับปรุงซ่อมแซมเสนาสนะ จัดหาสถานที่ศึกษาพระปริยัติธรรม เนื่องจาก ท่านเป็นเปรียญเอก ซึ่งเป็นเปรียญสูงสุดฝ่ายรามัญ ท่านเอาใจใส่จัดการศึกษาพระปริยัติธรรม อย่างจริงจัง จึงปรากฏมีภิกษุสามเณรทีสอบได้เป็นเปรียญรามัญขึ้นมากในยุคของท่าน

            ครั้น พ.ศ. ๒๔๕๑ วันที่ ๗ มิถุนายน ท่านเจ้าคุณพระธรรมวิสารทะ (จู สิงฺโฆ) ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นที่ พระคุณวงศ์ พระราชาคณะชั้นเทพ แล้วโปรดฯ ให้ย้ายไปเป็นเจ้าอาวาสวัดปรมัยยิกาวาส และเป็นเจ้าคณะจังหวัดนนทบุรีด้วย ท่านได้ปฏิบัติ หน้าที่เจ้าอาวาส และเจ้าคณะจังหวัดอยู่ ๙ ปี แล้วทรงยกเป็นกิตติมศักดิ์ วันที่ ๑๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๒ เวลา ๒๓.๓๐ น. ได้ถึงแก่มรณภาพ รวมอายุ ๖๖ ปี ๔๕ วัน


เกร็ดประวัติ
        มีเกร็ดเล่าว่าท่านมหาจูรูปนี้ มีความรู้แตกฉานในการแปลหนังสือมาก ประกอบด้วยความองอาจแกล้วกล้า ในสมาคม จะพึงยกขึ้นกล่าวเป็นอุทาหรณ์ว่า เมื่อท่านแปลประโยค ป.๔ ในพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม คณะกรรมการทักท้วงศัพท์ที่ท่านแปลหนึ่ง ท่านแก้หลุดถึง ๓ ครั้งโดยการแปลยักย้าย ให้ถูกตามความประสงค์พอถูกทักเป็นครั้งที่ ๔ ท่านจึงวางหนังสือเรียน พร้อมกับถามกรรมการว่า จะต้องประสงค์โดยนัยไหนอีก นัยพระบาลี นัยอรรถกถา และนัยฎีกา ก็แปลแก้หมดแล้ว ถ้ายังจะประสงค์ นัยอื่นอีกก็ขอถวายหนังสือ เรื่องนี้เกิดเป็นข้ออธิกรณ์ในภายหลัง แต่ปรากฎว่าเมื่อท่านผู้ใหญ่สมัยนั้นชำระแล้ว ท่านเป็นผู้ชนะ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงโปรดปรานท่านมากถึงกับทรงรับสั่งเรียก ท่านอย่างคุ้นเคยว่า “ ท่านเจ้าสิงฆ์ “

รูปที่ ๗ พระไตรสรณธัช (เย็น พุทฺธวํโส ป.ธ.๕)

        ท่านเจ้าคุณพระไตรสรณธัช (เย็น)เกิดเมื่อ พ.ศ.๒๓๘๓ ชาติภูมิอยู่บ้านแหลมครุ จังหวัดสมุทรสาคร ท่านเป็นสัทธิวิหาริก ในสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาปวเรศวริยาวงกรณ์ อุปสมบทที่วัดบวรนิเวศวิหาร ศึกษาพระปริยัติธรรม ที่นั่นจนสอบไล่ได้เป็นเปรียญ ๕ ประโยค ในเวลาอยู่วัดบวรนิเวศนั้น ท่านได้เป็นพระเปรียญผู้ใหญ่รูปหนึ่ง ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในภาษาบาลีเป็นอย่างดี จนได้รับความไว้วางใจ และได้รับแต่งตั้งให้เป็นครูสอนปริยัติธรรมประจำสำนัก จนปรากฏมีศิษย์ศึกษาในสำนักของท่านจำนวนมาก แม้เจ้าอาวาสวัดบวรมงคลรูปที่ ๕ คือ พระธรรมวิสารทะ (จู) ก็เคยเป็นศิษย์ศึกษาอยู่กับท่าน

         ครั้นภายหลังท่านได้ลาสิกขา เข้ารับราชการเป็นมหาดเล็กในกรมพระนเรศวรฤทธิ์เป็นเวลา ๑ ปี แล้วเดินทางไปเมืองหงสาวดี ท่านเบื่อหน่ายในวิสัยฆราวาสพอใจที่จะหาความสงบในร่มกาสาวพัสตร์ จึงได้เดินทางไปเมืองหงสาวดี เข้าอุปสมบทอีกครั้ง เมื่อท่านอยู่ที่นั้นไม่นานก็กลับเมืองไทย เที่ยวจาริกไปจำพรรษาในที่ต่าง ๆ มิได้อยู่เป็นหลักแหล่งจำพรรษาอยู่วัดคลองห้า เมืองธัญญบุรีบ้าง วัดต่าง ๆ ในเขตจังหวัดปทุมธานีบ้าง

       ในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ วัดบวรมงคลว่างจากเจ้าอาวาส การที่จะหาพระ ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมไปครองวัดนี้ เป็นการยาก ทรงเห็นแต่พระมหาเย็นรูปนี้ซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่ พอจะบริหารคณะสงฆ์ได้ จึงทรงหารือกันกับพระเจ้าน้องยาเธอสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงเห็นชอบด้วย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งพระมหาเย็น พุทฺธวํโส เปรียญธรรม ๕ ประโยค เป็นพระราชาคณะที่พระไตรสรณธัช และโปรดฯ ให้มาเป็นเจ้าอาวาสวัดบวรมงคลนับเป็นเจ้าอาวาสรูปที่ ๗ และเป็นรูปสุดท้ายสำหรับวัดบวรมงคล ยุครามัญนิกาย.

หน้าแรก
๑๐
๑๑