รูปที่ ๓ พระรามัญมุนี (ยิ้ม ป.๔ รามัญ)

        ท่านพระรามัญมุนี เดิมชื่อยิ้ม ภูมิลำเนาเดิมอยู่บ้านท่าทราย ใต้คลองปากเกร็ด เป็นน้องชาย ของพระไตรสรณธัช เจ้าอาวาสวัดบวรมงคลรูปแรก เดิมท่านเป็นข้าหลวงรับราชการอยู่ใกล้ชิด พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เข้าใจว่าครั้งยังเป็นเจ้าฟ้าชาย เนื่องจากท่านเคยอยู่ใกล้ชิด ท่านจึงมีโอกาสถวายคำแนะนำให้ทรงทราบ เกี่ยวกับลัทธิ ข้อปฏิบัติ และเกี่ยวกับพระเถระฝ่ายรามัญ ซึ่งเป็นเหตุให้ทรงสนพระฤทัยหันมาสนพระฤทัย ในการปฏิบัติวินัย แบบรามัญในภายหลัง เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เสด็จออกผนวช ท่านยิ้ม ก็ออกบวชตามเสด็จด้วย แต่บวชแบบมอญ ศึกษาพระปริยัติธรรมอยู่ในสำนักวัดบวรนิเวศจนสอบได้เป็นเปรียญ ๔ ประโยคซึ่งถือได้ว่า เป็นประโยคสูงสุดทางรามัญ ครั้น พ.ศ. ๒๓๘๐ ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะที่พระรามัญมุนี และได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรมงคลองค์ที่ ๓

ปรับปรุงการศึกษา
        ท่านเจ้าคุณพระรามัญมุนี (ยิ้ม) ได้ส่งเสริมการศึกษา และปรับปรุงการศึกษาจริงจัง บางปีพระภิกษุสามเณร จำพรรษา เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมในวัดนี้มากกว่าร้อยรูป มีพระที่มีความสำคัญต่อคณะสงฆ์ มาศึกษาด้วยหลายรูป เช่น พระคุณวงศ์ (สน) วัดปรมัยยิกาวาส ซึ่งเป็นพระราชาคณะผู้ใหญ่รามัญในเวลาต่อมา เป็นต้น ที่พูดว่าท่านเจ้าคุณพระรามัญมุนีจัดการศึกษาได้ดี เพราะสมัยนั้นเป็นสมัยที่มีวงศ์คณะสงฆ์ธรรมยุต เกิดขึ้นมาใหม่ ๆ พระสงฆ์ตื่นตัวศึกษากันมาก โดยเฉพาะการศึกษาปริยัติฝ่ายรามัญ มีผู้สนใจเป็นพิเศษ เพื่อจะได้ทราบว่า เพราะเหตุไรพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จึงทรงยึดระเบียบปฏิบัติของคณะสงฆ์ฝ่ายรามัญ เป็นหลักในการตั้งวงศ์คณะธรรมยุต


งานการบูรณะวัด
         ท่านเจ้าคุณรามัญมุนีได้บูรณะปฏิสังขรณ์ก่อสร้างหลายอย่าง เช่น พระอุโบสถ วิหารคต หอระฆัง ศาลาการเปรียญ เป็นต้นระยะท่านเป็นเจ้าอาวาส ตรงกับสมัยที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ เสด็จขึ้นครองราชย์ พระองค์ ได้โปรดให้กรมขุนธิเบศร์บวร และพระองค์เจ้าชายใย พระอนุชาพระโอรส ของกรมพระราช เจ้าบวรมงคลสถาน มหาเสนานุรักษ์ เป็นผู้ดำเนินการปฏิสังขรณ์ ดังนั้น งานทั้งหมด ที่พระรามัญมุนีปรารภขึ้น จึงดำเนินไปได้ด้วยดี ภายใต้พระบรมราชูปถัมภ์ งานสำคัญอีกอย่างในสมัยนั้น คือ “การสร้างพระเจดีย์ธรรมหงษา” พระเจดีย์องค์นี้ ประดิษฐานอยู่ลานวัดด้านหน้าริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นเจดีย์หมู่รวม ๙ องค์ ในการสร้างพระเจดีย์ ท่านธารธมฺโม ภิกฺขุ (พระยานรนารถภักดี) กล่าวไว้ว่ามีพูดกัน ๒ ฝ่ายไม่ตรงกัน คือฝ่ายหนึ่งพูดว่าท่านเจ้าคุณรามัญมุนี เป็นผู้สร้าง อีกฝ่ายหนึ่งพูดว่า กรมขุนธิเบศร์บวร และพระนุชา เป็นผู้สร้าง

งานพิเศษ
        ในฐานะท่านเจ้าคุณรามัญมุนี (ยิ้ม) เป็นที่ไว้วางใจ และนับถือในภูมิปัญญามาก จนครั้งหนึ่งมีพระบรม ราชโองการโปรดฯ ให้เดินทางไปเมืองหงสาวดี เพื่อขอยืมต้นฉบับพระไตรปิฎกมาสอบทานกับ พระไตรปิฎกฉบับเดิมของสยาม ท่านเจ้าคุณรามัญมุนีเป็นเจ้าอาวาส พ.ศ.๒๓๘๐ - ๒๔๑๐ รวมเวลา ๓๐ ปี

รูปที่ ๔ พระธรรมสารทะ (เม่น)

        ท่านเจ้าคุณพระธรรมสารทะ เดิมชื่อเม่น ฉายา ปทฺทโม ชาติภูมิอยู่ที่บ้านท่าทราย ว่ากันว่าท่านเจ้าคุณ ธรรมสารทะนี้ เป็นศิษย์รูปหนึ่งของท่านเจ้าคุณพระรามัญมุนี เมื่อท่านพระรามัญมุนี (ยิ้ม) มรณภาพแล้ว ท่านได้ครองวัดบวรมงคลสืบมาชั่วระยะหนึ่ง ราว พ.ศ. ๒๔๑๑ - ๒๔๒๖

รูปที่ ๕ พระอริยธชะ (สัน)

       ท่านเจ้าคุณพระอริยธชะ เดิมชื่อ สัน มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้าน ท่าทราย ใต้คลองปากเกร็ด เมื่อท่านพระรามัญมุนี (ยิ้ม) มาครองวัดบวรมงคล จัดการศึกษาพระปริยัติธรรมเป็นที่แพร่หลายอยู่นั้น ท่านสันซึ่งมีภูมิลำเนา อยู่แหล่งเดียวกัน ก็ได้เข้ามาศึกษาอยู่ด้วยท่านก็ได้อุปสมบทอยู่กับท่านรามัญมุนี ได้ศึกษาเล่าเรียนอยู่ ในสำนักวัดบวรมงคล จนมีความรู้ในภูมิเปรียญรามัญ

        เมื่อคราวที่พระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทรงโปรดฯ ให้ท่านพระรามัญมุนีเดินทางไป เมืองหงสาวดี เพื่อขอยืมต้นฉบับ พระไตรปิฎกนั้น ท่านเป็นอนุจรรูปหนึ่ง ที่ทางไปเมืองหงสาวดีด้วย เมื่อไปถึงเมืองหงสาวดีแล้ว ท่านพอใจศึกษาขนบธรรมเนียมพร้อมทั้งพระธรรมวินัย กับคณาจารย์ในเมืองหงสาวดีนั้น มิได้กลับมาพร้อมกับพระรามัญมุนี หลังจากได้ใช้เวลาศึกษาอยู่ในเมืองหงสาวดี ๗ พรรษาแล้ว ท่านได้กลับมายังเมืองไทยมาจำพรรษาอยู่วัดบวรมงคลตามเดิม

ปฏิบัติงานคณะสงฆ์


         เมื่อท่านกลับมาจำพรรษาอยู่วัดบวรมงคลแล้ว ได้ช่วยพระอุปัชฌาย์ในการอบรมสั่งสอน พระปริยัติธรรมแก่พระภิกษุสามเณร ท่านได้เป็นกำลังของท่านรามัญมุนี ในสมัยนั้นจนเป็นที่กล่าวกันว่า คลังพระปริยัติธรรมสมัยพระรามัญมุนีที่เฟื่องที่สุด

        ภายหลังพระครูอุดมญาณ เจ้าอาวาสวัดกวิศราราม จังหวัดลพบุรี ต้องการพระที่มีความเชี่ยวชาญด้านปริยัติ เพื่ออบรมสั่งสอนพระภิกษุ สามเณรในวัด แสดงความจำนง มายังวัดบวรมงคล ท่านพระสันจึงขึ้นไปช่วยบำเพ็ญศาสนกิจนี้ ท่านพระครูอุดมญาณได้แต่งตั้งท่าน ในตำแหน่งฐานานุกรมที่พระปลัด ท่านปฏิบัติหน้าที่ศาสนกิจอยู่ ณ วัดกวิศรารามนั้นด้วย ความเรียบร้อย

        ครั้นล่วงมา ๑ พรรษา พระครูอุดมญาณ เจ้าอาวาสได้ถึงแก่มรณภาพ ตำแน่งเจ้าอาวาสวัดกวิศรารามจึงว่างลง พระเถระผู้ใหญ่เห็นว่าท่านปลัดสันเป็นผู้มีการศึกษาดี เคยผ่านงาน คณะสงฆ์มามาก สามารถบริหารการคณะสงฆ์ไปได้ด้วยดี จึงแต่งตั้งท่านรักษาการตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนั้น ภายหลังได้รับพระราทานสมณศักดิ์เป็นพระครูรามัญสมณคุตต์ ครองวัดกวิศรารามสืบมา

          ท่านพระครูรามัญสมณคุตต์ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกวิศราราม จังหวัดลพบุรี วัดนั้นถึง ๑๐ ปี ต่อมาเกิด ความเบื่อหน่าย จึงทูลลาจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกวิศราราม กลับมาอยู่ ณ วัดบวรมงคลตามเดิม
ครั้นต่อมา วัดราชคฤห์ จังหวัดธนบุรีได้ว่างลง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงดำริเห็นว่า พระครูรามัญสมณคุตต์ ได้ลาออกจากตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดกวิศรารามแล้ว มาจำพรรษาอยู่วัดบวรมงคล สมควรจะได้ช่วยปฏิบัติศาสนกิจส่วนนี้ จึงมีพระกรุณาโปรดให้เลื่อนสมณศักดิ์ให้ท่านเป็น ราชคณะที่อริยธัชแล้ว โปรดให้อาราธนาไปครองวัดราชคฤห์ ตั้งแต่นั้นมา

          ท่านพระอริยธัชปกครองวัดราชคฤห์อยู่เป็นเวลา ๓ ปี พระธรรมวิสารทะ (เม่น) เจ้าอาวาสวัดบวรมงคล ได้ทูลขอพระบรมราชานุญาตลาสิกขา วัดบวรมงคลจึงว่างจากเจ้าอาวาสอีกครั้งหนึ่ง จึงพระกรุณาโปรดฯ ให้ย้ายท่านพระอริยธัชกลับมาวัดบวรมงคล และทรงแต่งตั้ง ให้เป็นเจ้าอาวาสวัด บวรมงคลสืบมา พระอริยธัช (สัน) เป็นเจ้าอาวาสวัดบวรมงคลอยู่เป็นเวลา ๖ พรรษา ในพรรษาที่ ๗ ท่านอาพาธหนัก ถึงแก่มรณภาพในกลางพรรษานั่นเอง เมื่อออกพรรษาแล้ว และถึงหน้ากรานกฐิน พระครูราชปริต (ลับแล) ซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่รูปหนึ่งในวัดบวรมงคลนี้ ครองกฐินแทน ละได้รักษาการตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดบวรมงคล สืบมาระยะหนึ่ง ครั้งแล้วได้โปรดฯ ให้นิมนต์ท่านพระมหาจูเปรียญ ๔ ประโยค (รามัญ) ซึ่งขณะนั้นอยู่วัดปรมัยยยิกาวาส มาดำรงตำแหน่ง เจ้าอาวาสวัดบวรมงคลสืบไป

 

หน้าแรก
๑๐
๑๑