ประวัติและผลงานของเจ้าอาวาสวัดบวรมงคล

ตอนที่ ๑ ยุครามัญนิกาย


       วัดบวรมงคล ขณะเป็นวัดลิงขบ วัดราษฎร์ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๐๐ (ปีตั้งวัด) ถึง พ.ศ. ๒๓๕๒ ไม่ปรากฏว่า มีเจ้าอาวาสกี่รูป ใครชื่ออะไรบ้าง จึงไม่สามารถค้นหาหลักฐานละเอียดมาชี้แจงให้ท่านผู้มีความสนใจได้ศึกษา ประวัติวัดบวรมงคลขณะเป็นวัดลิงขบได้ ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้เป็นอย่างมากด้วย

        วัดบวรมงคล เมื่อได้รับ การสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง แรก ๆ เป็นรามัญนิกาย มีเจ้าอาวาสเป็นพระราชาคณะทั้งนั้น รวม ๗ รูป คือ

รูปที่ ๑ พระไตรสรณธัช

      ท่านรูปนี้นามเดิมไม่ปรากฏ มีภูมิลำเนาอยู่ที่บ้านท่าทราย ใต้คลองปากเกร็ด ตระกูลร่วมกับหลวงรามัญ ท่านได้อพยพมาจากเมืองรามัญ พร้อมกับญาติโยมของท่านมาอยู่วัดลิงขบนี้ ก่อนพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ขึ้นครองราชย์ ก่อนวัดบวรมงคลได้รับสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวงหลายปี และถือได้ว่าเป็นเจ้าอาวาสวัดลิงขบรูปแรกของวัดบวรมงคล เป็นเจ้าอาวาสตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๓๕๒ - ๒๓๖๕

รูปที่ ๒ พระสุเมธมุนี (ซาย พุทฺธวํโส)

       ซาย เป็นคำรามัญ แปลว่า น้ำผึ้ง ท่านเจ้าคุณพระสุเมธมุนี เดิมชื่อ ซาย ฉายา พุทฺธวํโส ท่านเป็นคนรามัญ โดยชาติ ตามตำนานว่าท่านเกิดเมืองรามัญ และบวชเป็นพระภิกษุมาจากเมืองรามัญ มีฉายาว่า “พุทฺธวํโส” แปลว่า ผู้มีพระพุทธเจ้า หรือผู้รู้เป็นต้นวงศ์

       ท่านเข้ามาเมืองไทยเมื่อใดไม่ปรากฏ อาจจะเข้ามาพร้อมกับครอบครัว ญาติโยม ของท่านก็ได้ เพราะมีปรากฏในพระราชพงศาวดารว่า “สมัยรัชกาลที่ ๒ พระองค์ได้ทรงส่งพระบาท สมเด็จพระนั่งเกล้าฯ และพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ ทั้งยังเป็นเจ้าฟ้าชาย ออกไปรับครอบครัวชาวรามัญ ที่อพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ชาวรามัญเหล่านั้นโปรดฯ ให้ไปตั้งบ้านเรือนอยู่เขตปทุม และปากเกร็ด

        ในจำนวนผู้อพยพครั้งนั้น มีพระภิกษุตามเข้ามามากชาวบ้านก็รับอุปถัมภ์ และสร้างวัดถวายตามสติกำลัง จึงปรากฏมีวัดรามัญ ที่ไม่ขึ้นสังกัดมหานิกาย หรือธรรมยุต สืบมาจนทุกวันนี้

        การที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ มีโอกาสได้เสด็จออกไปรับครอบครัว ชาวรามัญครั้งนั้น อาจจะทำให้พระองค์ทรงคุ้นเคยกับพระรามัญ และเลื่อมใส ในข้อวัตรปฏิบัติของพระสงฆ์รามัญตั้งแต่นั้นมาก็เป็นได้ พระเถระที่มีความสำคัญของชาวรามัญในเวลาต่อมาคือ ท่านพระสุเมธมุนี (ซาย) เพราะเป็นผู้คอยถวายแนวคิด ทัศนะ และความเห็น ตลอดจนทำให้คำอธิษฐาน ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ บริบูรณ์อันเป็นมูลเหตุให้เกิดมีวงศ์คณะธรรมยุตในเวลาต่อมา


        ดังนั้น เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๗ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๘ ปีวอก ฉศก จุลศักราช ๑๑๘๑ เจ้าฟ้ามงกุฏสมมติเทววงศ์ พงศาอิสสรกษัตริย์ ขัตติยราชกุมาร ได้เสด็จออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุ ในพระพุทธศาสนา ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม โดยมีสมเด็จพระสังฆราช (ด่อน) วัดมหาธาตุฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ ในพระอุปถัมภ์ ของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สมเด็จพระบรมชนก

        ครั้นทรงผนวชแล้ว พระองค์ได้เสด็จไปประทับ อยู่วัดมหาธาตุ ทรงปฏิบัติอุปัชฌาย์วัตรตามควรแก่พระวินัยอยู่ ๓ วันแล้ว จึงเสด็จไปจำพรรษา ณ วัดสมอราย (วัดราชาธิวาส) ทรงศึกษา และปฏิบัติไปก็ทรงทราบว่า หลักการปฏิบัติสับสน ขาดหลักอ้างอิงที่แน่นอน เป็นแต่เพียงรับฟังคำบอกเล่าแต่ของโบราณจารย์ ปฏิบัติไปก็ยิ่งห่างไกลจากความรู้ จึงทรงตั้งพระทัยว่า จะต้องศึกษาให้แตกฉาน เพื่อให้ทราบหลักฐานที่แน่นอน ดังนั้น จึงได้เสด็จกลับมายังวัดมหาธาตุอีกครั้งหนึ่ง


         ครั้นทรงสอบถามดูถึงระเบียบแบบแผน และคัมภีร์ต่าง ๆ ก็ได้ทราบว่า “ ศาสนวงศ์อันตรธานมาตั้งแต่ ครั้งกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าครั้งโน้นแล้ว” ทรงระอาพระฤทัยเห็นว่า พระพุทธศาสนาขาดรากเง่าที่สำคัญไปแล้ว การบวชเป็นบรรพชิต ก็เป็นเพียงปฏิบัติตามธรรมเนียมกันเท่านั้น

        ครั้นเวลากลางวัน วันหนึ่ง พระองค์เสด็จเข้าไปในพระอุโบสถวัดมหาธาตุ ทรงบูชาพระรัตนตรัย และอารักขเทวดา แล้วทรงตั้งสัจจกิริยาธิษฐานว่า ข้าพเจ้านี้ขออุทิศต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ออกบวชด้วยความเชื่อ ความเลื่อมใส มิได้เพ่งต่ออามิส สิ่งใด สิ่งหนึ่ง มีลาภ ยศ สรรเสริญ เป็นต้น ถ้าวงศ์บรรพชาอุปสมบทมีเนื่องมาแต่ พระสุคตทศพลยังมีอยู่ ณ ประเทศใด ทิศใด ขอให้ประสพ หรือได้ยินข่าวให้ได้ภายในสามวัน หรือเจ็ดวัน ถ้าไม่เป็นดังนั้น ข้าพเจ้าก็จักเข้าใจว่า “ศาสนวงศ์นั้นสิ้นแล้ว” ก็จะสึกเป็นฆราวาสไปรักษาศีล ๕ หรือศีล ๘ ตามสมควร

         ครั้นเวลาล่วงไปได้สอง หรือสามวันพระเถระชาวรามัญองค์หนึ่งเป็นผู้รู้ข้อวัตรปฏิบัติแตกฉาน ในพระไตรปิฎกมีอาจาระน่าเลื่อมใส ซึ่งทราบภายหลังว่า พระสุเมธามุนี (ซาย พุทธวํโส ) พำนักอยู่วัดบวรมงคลเข้าไปปรากฏตัวในพระอุโบสถวัดมหาธาตุที่พระองค์ประทับอยู่ ท่านสุเมธมุนี ได้กล่าวศาสนวงศ์ และแสดงข้อปฏิบัติเป็นที่น่าเลื่อมใส พระองค์ทรงพอพระทัยยอมรับนับถือ พระสุเมธามุนีเป็นพระอาจารย์ ศึกษาธรรมวินัยตลอดจนพระไตรปิฎกอย่างแตกฉาน และในปีนั้นเอง (พ.ศ. ๒๓๖๘) พระสงฆ์ไทยธรรมยุตติกา หรือ พระธรรมยุตได้เริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว

          จากนั้นมา ก็มีศิษย์หลวงเข้ารับศึกษา อบรมมากขึ้นเป็นลำดับ ท่านสุเมธมุนี ก็เป็นอาจารย์สั่งสอนสม่ำเสมอมาเป็นลำดับ ครั้น พ.ศ.๒๓๗๒ พระองค์ได้เสด็จกลับมาจำพรรษา ณ วัดสมอรายอีก ด้วยทรงเห็นว่าที่วัดมหาธาตุนั้นจะเป็นที่หนักใจ แต่พระอุปัชฌาย์ และเป็นการอยู่อย่างนานาสังวาส และในปีนั้นที่วัดสมอรายนั้น เพื่อให้แน่ใจ จึงอุปสมบทใหม่อีกที่สีมาน้ำวัดเสมอราย พระสงฆ์รามัญจำนวน ๒๐ รูป ว่ากันว่าทุกรูปมีพรรษาล่วง ๒๐ แล้วทั้งนั้น อุปสมบทมาแต่กัลยาณีสีมาประเทศมอญ ซึ่งสืบเนื่องมาจากประเทศลังกา การกระทำทัฬหีกรรมครั้งนี้ได้กระทำเต็มพระอัธยาศัย เพื่อให้หมดความแคลงพระหฤทัย คือให้สวดกรรมวาจาคู่ทำนองมอญ และทำนองมคธครั้นจบลงครั้งหนึ่งแล้ว ก็เปลี่ยนอุปัชฌาย์ และคู่สวดใหม่ ในจำนวน ๒๐ รูปนั้นทำอยู่อย่างนี้ถึง ๖ ครั้ง ครั้นพระองค์ทำเสร็จแล้วทรงเปลี่ยนทำให้แก่ศิษย์หลวงด้วย

ศิษย์หลวงที่ทำทัฬหีกรรมครั้งนั้นมี ๙ รูป คือ


๑.พระญาณรักขิต (พัก) วัดบรมนิวาส
๒. พระเทพโมลี (เอี่ยม) วัดเครื่อวัลย์
๓. สมเด็จพระวันรัต (ทับ) วัดโสมนัส
๔. สมเด็จกรมพระยาปวเรศวริยาวงกรณ์ วัดบวรนิเวศวิหาร
๕. พระครูปลัดทัด วัดบวรนิเวศวิหาร
๖. พระศรีวิสุทธิวงศ์ (พัก) วัดบวรนิเวศวิหาร
๗. พระอมรโมลี (ลบ) วัดบุปผาราม
๘. สมเด็จพระสังฆราช (สา) วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม
๙. พระปลัดเรือง


          พระสงฆ์รามัญ จำนวน ๒๐ รูป อยู่วัดบวรมงคลทั้งหมด หรืออยู่วัดใดบ้าง ตำนานไม่ได้กล่าวไว้ แต่เข้าใจว่าคงอยู่ต่างวัดกัน สำหรับท่านสุเมธมุนีนั้น อยู่วัดบวรมงคลตลอดมา เป็นพระรามัญผู้ใหญ่ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า ฯ ทรงยกให้เป็นพระอาจารย์องค์สำคัญ ไปมาหาสู่กันเป็นเนืองนิตย์ บางคราวก็มาประทับอยู่ ณ วัดบวรมงคล เป็นเวลานาน ๆ จนถึงโปรดให้สร้างตำหนักไว้หลังหนึ่ง เพื่อประทับแรมชั่วคราว ตำหนักนี้ชาวบ้านเรียกว่า “เก๋งพระจอม” เดิมปลูกเตี้ย ๆ ต่อมาท่านเจ้า พระยาวรพงศ์พิพัฒน์ได้ปฏิสังขรณ์เพิ่มเติมใหม่ ยกพื้นสูงขึ้น ชั้นล่างเป็นที่พักร้อนและใช้เป็นเสนาสนะ สำหรับเจ้าอาวาสสืบมา

          ในบั้นปลายชีวิต มีผู้กล่าวว่าท่านพระสุเมธมุนี (ซาย พุทฺธวํโส) ขัดใจกันอย่างใหญ่หลวงกับหม่อมไกรสร (กรมหลวงรักษ์รณเรศ) ผู้ถูกถอดพระยศลงมาเป็นหม่อม โดยฐานะแล้ว ท่านพระสุเมธามุนี เป็นตั้งอยู่ในครุฐานียบุคคล เพราะท่านแทบจะกล่าวได้ว่า เป็นผู้วางโครงร่างแห่งคณะสงฆ์ ฝ่ายธรรมยุตฯ ท่านเป็นเจ้าอาวาส พ.ศ. ๒๓๖๕ - ๒๓๘๐ รวมเวลา ๒๕ ปี

หน้าแรก
๑๐
๑๑