วัดบวรมงคล

       วัดบวรมงคล เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดราชวรวิหาร เดิมเป็นวัดราษฎร์ ชื่อว่า วัดลิงขบ ตั้งเมื่อปี ๒๓๐๐ (ก่อนกรุงศรีอยุธยาแตก ๑๐ ปี) สร้างขึ้นโดยชาวรามัญ (มอญ บางตำนานก็ว่าเป็นวัดเก่ามีมาแต่เดิม) อพยพมาจากเมืองหงสาวดี เมื่อถูกพม่าตีแตกเข้ามาพึ่ง พระบรมโพธิสมภาร ของพระมหากษัตริย์กรุงศรีอยุธยา ก่อนพระเจ้ากรุงธนบุรี ตั้งเมืองธนบุรี เป็นเมืองหลวงของไทยในสมัยโน้น

        วัดบวรมงคล ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านฝั่งตะวันตกของ แม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ระหว่างสะพานพระราม ๘ (โรงงานบางยี่ขันเดิม) กับสะพานกรุงธนบุรี ใกล้กับวัดคฤหบดี ตรงข้ามปากคลอง ผดุงกรุงเกษมเทเวศร์ อยู่ในท้องที่ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร

        วัดบวรมงคล มีเนื้อที่ตั้งวัด ตามโฉนดที่ดิน เลขที่ ๑๔๒๖ จำนวน ๒๙ ไร่ ๒ งาน ๒๕ ตารางวา มีที่ดินเขต ธรณีสงฆ์ ตามโฉนดที่ดิน เลขที่ ๓๗๑ จำนวน ๘ ไร่ ๒ งาน ๒๔ ตารางวา และตามโฉนดที่ดิน เลขที่ ๓๗๒ จำนวน ๒๐ ไร่ – งาน ๑๘ ตารางวา รวมที่ดินตั้งวัด และที่ดินธรณีสงฆ์ เป็น ๕๘ ไร่ – งาน ๖๗ ตารางวา

การก่อสร้างการบูรณะ

        การปฏิสังขรณ์วัดลิงขบ ก่อนการสถาปนาขึ้นเป็นวัดบวรมงคล พระอารามหลวง สมเด็จพระบวรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรสถานมงคล มหาเสนานุรักษ์ ทรงสร้างถาวรวัตถุ ปูชนียวัตถุ เท่าที่ปรากฏ เหลือเป็นหลักฐาน อยู่จนทุกวันนี้ มี


        ๑. พระพุทธรูปปูนปั้น ปางมารวิชัย ไม่ปรากฏพระนาม เป็นประธาน ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถ หน้าตักกว้าง ๓ เมตร ๔๐ เซนต์ สูงจากฐานถึงพระรัศมี ๗ เมตร ๔๕ เซนติเ้มตร ๑ องค์ พร้อมพระอัครสาวกทั้งสอง
        ๒. พระอุโบสถก่ออิฐคือปูน ขนาดกว้าง ๑๒ เมตร ๓๐ เซนติเมตร ยาว ๓๕ เมตร ๒๐ เซนติเมตร หลังคา ๔ ชั้น สูงประมาณ เกือบเส้น
        ๓. วิหารคด หลังคาคล่อมกำแพง พระอุโบสถ มีประตูเข้าออกได้ประจำ ๔ ทิศ วัดโดยยาว ทางด้านตะวันออก และตะวันตก ด้านละ ๔๖ เมตร ๔๐ เซนติเมตร ทางด้านเหนือและด้านใต้ ยาวด้านละ ๗๐ เมตร ๓๐ เซนติเมตร ส่วนกว้างร่วมในด้านละ ๕ เมตร ๓๐ เซนติเ้มตร เท่ากันทุกด้าน ส่วนสูงจดหลังคา ๓ เมตร ๒๕ เซนติเมตร
       ๔. พระพุทธรูปปั้น ก่อตั้งเป็นพระระเบียง ภายในวิหารคตรอบพระอุโบสถ รวม ๑๐๘ องค์ เป็นพระพุทธรูปบางมารวิชัย หน้าตัก ๙๕ เซนต์ ขนาดสูง ๑.๓๙ เมตร
       ๕. พระเจดีย์แบบก่อตั้งประจำมุมพระอุโบสถ ๔ ด้าน ฐานวัดโดยรอบ ๙ วา สูง ๙ วา
       ๖. ศาลาการเปรียญหลังใหญ่ อยู่หน้าวัด หันหน้าออก แม่น้ำเจ้าพระยา ขณะนี้รื้อลงเสีย เมื่อ พ.ศ.๒๔๙๔
       ๗. หอระฆังใหญ่ ตั้งอยู่หน้าพระอุโบสถด้านใต้ ๑ หอ กับหอระฆังเล็ก ตั้งอยู่ในหมู่กุฏิสงฆ์ ๑ หอรวมเป็น ๒ หอ
       ๘. ศาลาสวดมนต์ ตั้งอยู่ในหมู่กุฏิสงฆ์ ( ศาลาคณะเขียว ) ต่อมาได้รื้อลงสร้างกุฏิตึก ๒ ชั้นแล้ว


       นอกจากถาวรวัตถุ และปูชนียวัตถุ ดังกล่าวมาแล้ว ไม่มีซากเหลือพอจะให้สังเกตได้ว่ามีอะไรอยู่ที่ไหน ส่วนกุฏิสงฆ์ที่พระภิกษุสามเณร ได้อาศัยอยู่ทุกวันนี้ ล้วนได้ปฏิสังขรณ์ ขึ้นใหม่ ในสมัยต่อมา มีผู้ผู้บอกเล่ากันว่า วัดนี้เคยถูกไพไหม้เสียหายหลายครั้ง วัดบวรมงคล ได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นพระอารามหลวง

        เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๕๒ ในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย โดยเจ้าฟ้ากรมขุนเสนานุรักษ์ พระอนุชาธิราช ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ ได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดบวรมงคลราชวรวิหาร” ในคราวได้มหาอุปราชาภิเษก เป็นสมเด็จพระบรราชเจ้า กรมพระราชวังบวรสถานมงคล มหาเสนานุรักษ์ เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๒

          สมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ราชกาลที่ ๖ ได้รับพระราชทานโอนสังกัดเป็นวัดธรรมยุต โดยมีท่านเจ้าคุณ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ ขณะเป็นพระธรรมธีรราชมหามุนี วัดบรมนิวาส กรุงเทพฯ เป็นผู้ได้รับมอบหมายจากสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จพระสังฆราชเจ้า องค์ประธานมหาเถรสมาคมขณะนั้น ทรงมอบหมายให้เป็นผู้อุปถัมภ์ และล่วงมาได้ ๒๔๐ ปี ได้รับการออกโฉนดมีเอกสารสิทธิ์ในที่ดินตั้งวัดเมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน ๒๕๔๑ โดยพระกิตติสารสุธี เจ้าอาวาสวัดบวรมงคล (ผู้ช่วยเจ้าอาวาสขณะนั้น) ได้รับมอบหมายจากพระราชเมธาจารย์ เจ้าอาวาสวัดบวรมงคล ขณะนั้น ให้เป็นผู้ดำเนินการแทน

หน้าแรก
๑๐
๑๑