หมวดไม่ประมาท

เอวํวิหารี สโต อปฺปมตฺโต
ภิกฺขุ จรํ หิตฺวา มมายิตานิ
ชาติชฺชรํ โสกปริทฺทวญฺจ
อิเธว วิทฺวา ปชเหยฺย ทุกฺขํ
ภิกษุมีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ มีสติไม่ประมาท เป็นผู้รู้ละความถือมั่น
ว่าของเราได้แล้วเที่ยวไป พึงละชาติ ชรา โสกะ ปริเทวะและทุกข์ ในโลกนี้ได้


           บัดนี้จักได้อธิบายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิต ที่ได้ลิขิตไว้เป็นข้ออุเทศเบื้องต้นนั้น พอเป็นแนวทางศึกษาและปฏิบัติ ของสาธุชนพุทธมามกบริษัททั้งหลายผู้ฝักใฝ่ใคร่ต่อพระสัทธรรม ของพระบรมโลกนาถศาสดาจารย์ เพื่อยึดถือเอา พระสัทธรรมเหล่านั้น เป็นเครื่องอบรมบ่มนิสัยของตน และผู้อื่นให้บรรลุถึงความสุขอันเกิดจากการข้ามชาติชราโสกะปริเทวะทุกข์ทั้งหลายเป็นลำดับไป
เนื้อความแห่งกระทู้นี้มีอยู่ว่า ภิกษุคือผู้ละเพศคฤหัสถ์ถือเพศสมณะมีสมณธรรมเป็นเครื่องอยู่ มีศีลเป็นเครื่องรักษากายวาจา และใจ ให้สงบเรียบร้อยปกติสุข มีสมณสัญญาอยู่เสมอ มีสติ ความระลึกได้อยู่ทั้งที่คิด ทั้งที่พูด ทั้งที่ทำ แม้ตนเองคิดดี คอดชั่ว คิดผิด คิดถูกก็ดี พูดดี พูดผิด พูดถูกก็ดี ทำดี ทำชั่ว ทำผิด ทำถูกก็ดี ก็ระลึกได้อยู่ กล่าวคือกำหนดรู้อยู่เสมอในเหตุนั้น มีความไม่ประมาท คือไม่ปล่อยให้สติเผลอ ไปในอารมณ์แห่งการคิด การพูดและการกระทำนั้นๆ กล่าวคือยั้งสติไว้ในอารมณ์นั้นๆ ให้มั่นคงไม่หวั่นไหว เมื่อเป็นเช่นนั้น เขาย่อมเกิดปัญญาความรู้แจ้งขึ้นว่า เขาคิดผิดคิดถูก พูดผิดถูกหรือกระทำผิดกระทำถูกอย่างไร จึงยอมละความคิดผิด พูดผิด ทำผิดอย่างนั้นเสีย ยึดเอาการคิดถูก พูดถูก และทำถูกเป็นเกณฑ์ รู้เท่าทันธรรมดาของทุกสิ่งในโลกนี้ว่าตกอยู่ในลักษณะอาการทั้ง ๓ ประการ คือ อนิจฺจตา ความเป็นสภาพไม่เที่ยง ทุกฺขตา ความเป็นสภาพลำบากยากแค้นไม่สบายต่างๆ นานา อนตฺตตา ความเป็นสภาพไม่ใช่ตัวตน เพราะไม่เป็นไปในอำนาจของใคร เมื่อรู้เช่นนี้ เขาย่อมละความยึดมั่นถือมั่นว่ารูปของเรา เสียงของเราเป็นต้นเสียได้ เขามีปหานธรรมเป็นเครื่องละ ชาติ คือความเกิด ชรา คือความแก่คร่ำคร่า ปริเทวะ คือความพิไรรำพัน และทุกข์คือความไม่สบายกายไม่สบายใจ ในโลกนี้เสียได้ คำว่า “ภิกษุ” แปลว่าผู้ขอ คือกุลบุตรได้รับอุปสมบทแล้ว ในพระพุทธศาสนย่อมยึดถือเอาเพศแห่งสมณะ มีสมณกิจ เป็นเครื่องประกอบกิจ ที่สมณะประกอบนั้น ย่อมเป็นกิจที่ถูกต้อง ไม่ผิดทั้งทางคดีธรรมคือระเบียบแบบแผนแห่งธรรมวินัย ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญิติไว้แล้ว ตรงกับคำพระบาลีว่า สมณีธ อรณา โลเก แปลว่า สมณะไม่เป็นข้าศึกในโลก การขอของบรรชิตนี้ ไม่ได้ขอด้วยการเอ่ยปากว่า “ท่านจงให้สิ่งนั้นแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการสิ่งโน้น” ดังนี้ แต่ว่าขอด้วยกาย คือ แสดงความประสงค์ หรือความต้องการให้รู้ได้ด้วยกิริยาอาการ แม้ผู้ถูกขอจะให้หรือไม่ก็ตามที บรรพชิตผู้เป็นสมณะนั้น ย่อมไม่แสดงอาการโกรธฉุนเฉียว หรือไม่พอใจแต่ประการหนึ่งประการใด เรียกว่าการขอด้วยอาการสงบเสงี่ยมเรียบร้อยและบรรพชิตนั้นจะต้องประพฤติตัวให้เป็นผู้อันเขาเลี้ยงง่าย ชาวบ้านเขาบริโภคอาหารกันจะดีเลว ละเอียด ประณีต ร้อน เย็น ประการใดก็ตาม ชื่อว่าย่อมสมควรแก่บรรพชิตทั้งสิ้น อนึ่ง บรรพชิตย่อมถึงการเที่ยวไปบิณฑบาตตามตรอกน้อยและใหญ่ถึงความมานะว่าหากเท้าทั้งสองยังเดินไปได้ จักเป็นผู้เดินไปด้วยเท้า และจักยืนที่ประตูเรือนเท่านั้นรับภิกษา ต้องตามภาษิตกถาในธรรมบทขุททกนิกายว่า


ปจฺจติ มุนิโน ภตฺตํ โถกํ โถกํ กุเล กุเล
ปิณฺฑิกาย จริสฺสามิ อตฺถิ ชงฺฆพลํ มม
ภัตรในทุกๆ สกุลละนิดละหน่อย อันชนหุงไว้เพื่อมุนี เรา
จักเที่ยวไปด้วยปลีแข้งเพราะกำลังปลีแข้งของเรายังมีอยู่ ดังนี้
แม้เป็นความจริงอยู่แล้ว บรรพชิตจะต้องอาศัยบิณฑบาตลี้ยงอัตภาพให้เป็นอยู่

          การเที่ยวสู่ตรอกน้อยใหญ่ที่มีภัตรตระกูลละนิดละหน่อยเพื่อรับภิกษานั้น ย่อมถูกต้องตามประเพณีของสมณะบรรพชิต ผู้มีศีล เป็นเครื่องรักษากายวาจา และใจให้ปกติสงบจากบาปอกุศลทั้งหลาย ย่อมมีความเป็นอยู่ด้วยอาหารอันชาวบ้านเขาถวาย บรรพชิต ผู้ประกอบด้วยสมณกิจดังกล่าวนี้ชื่อว่าภิกษุ ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของภิกษุนั้น คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ศีลคือธรรมที่ปรกติ จากการประพฤติชั่ว ทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง และทางใจบ้าง ทางกาย เช่น เว้นจากการฆ่ามนุษย์และสัตว์ เว้นจากการขโมยสิ่งของผู้อื่นหรือถือเอาสิ่งของ ของผู้อื่นด้วยอาการแห่งขโมย การเว้นจากเสพเมถุนธรรมเป็นต้น เหล่านี้ชื่อว่าการประพฤติเว้นจากกรรมชั่วทางกาย ทางวาจา เช่นเว้นจากพูดโกหกอวดอุตตริมนุษยธรรม คือธรรมอันยิ่งแห่งมนุษย์ที่ไม่มีอยู่ในตนเป็นต้น ชื่อว่าการประพฤติเว้นจากกรรมชั่วทางวาจา ทางใจ เช่นการคิดเว้นจากการเบียดเบียนเพื่อนมนุษย์คิดเว้นจากการลักสิ่งของ ของผู้อื่น เหล่านี้เป็นต้น เรียกว่าการเว้นจากกรรมชั่วทางใย และให้กลับประพฤติดีทางกาย วาจา และใจ แม้ผู้อื่นก็มีชีวิตจิตใจ รู้สึกเจ็บปวดเมื่อถูกประทุษร้ายและมีความไม่อยากตาย มีความอยากเป็นอยู่ ทุกคนต่างก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน การไม่ผลาญชีวิตหรือไม่ทำร้ายกันและกันนั้น จึงเป็นการประพฤติดีทางกาย มีวาจาพูดแสดง ให้คนรู้จักความมุ่งหมาย ของกันและกัน การพูดไพเราะก็ทำให้ผู้ฟังสุขหูและทำให้เกิดประโยชน์ได้ ถ้าเป็นวาจาที่จริงต่ออรรถต่อธรรม วาจานั้นเป็นสำเนียงบอกภาษาทำให้คนรู้จักได้ดังภาษิตว่า “สำเนียงบอกภาษา กิริยาบอกสกุล” แต่วาจาที่จะให้สำเร็จประโยชน์ได้นั้น ก็ต้องเป็นวาจาที่จริงต้องตามพระบาลีว่า สจฺจํ เว อมตา วาจา แปลว่า คำสัตย์เท่านั้นเป็นวาจาที่ไม่ตาย ทุกคนต้องการวาจา คือการพูดจาปราศัย ที่จริงต่อเหตุผล และชอบวาจาที่ไพเราะเสนาะโสตด้วยกันทั้งสิ้น การไม่โกหกอวดอุตตริมนุษยธรรมอันไม่มีมูลความจริงต่อกันและกันนั้น จึงเป็นการประพฤติที่ดีทางวาจา มีใจเป็นเครื่องรับรู้อารมณ์ต่างๆ และยึดเอาอารมณ์ที่คิดแล้ว บังคับให้แสดงออกทางกายบ้าง ทางวาจาบ้าง กรรมชั่วทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นทางกายและวาจานั้นคือจะปรากฎประจักษ์แก่มือ แก่เท้า แก่หู แก่ตา แก่ปากทั้งตนและผู้อื่นได้นั้น ต้องมีใจ เป็นหัวหน้า มีใจเป็นใหญ่ สำเร็จด้วยใจทั้งสิ้น ต้องตามนัยธรรมภาษิตที่มีมาในธรรมบทขุททกนิกายว่า


มโนปุพฺพงฺคม ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา
มนสา เจ ปทุฏเฐน ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ จกฺกํว วหโต ปทํ.
ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นสภาพถึงก่อน มีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐ สำเร็จด้วยใจ
หากชนมีใจรายแล้ว กล่าวอยู่ก็ดี กระทำก็ดี ทุกข์ย่อมไปตามเขาเพราะทุจริตทั้ง
๓ ประการนั้น ประดุจล้อหมุนไปตามรอยเท้าโคผู้นำธุระไปอยู่ฉะนั้น


            นี่พอจะชี้ให้เห็นแล้วว่าธรรมทั้งหลายมีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐสำเร็จด้วยใจ คือใจเป็นสภาพของเจ้าเรือน มือจะทำอะไร ปากจะพูดอะไร เนื่องจากใจเป็นหัวหน้าเป็นใหญ่ สำเร็จเพราะใจ เมื่อชนมีใจดี การกล่าวและการกระทำทั้งสองประการนี้ก็ดีไปตาม ถ้าใจชั่วร้าย การกล่าวและการกระทำก็ชั่วร้าย เขาย่อมลำบากเพราะผลกรรมอันเป็นกายทุจริต วจีทุจริต และมโนทุจริต ย่อมติดตามเขาไป ล้อแห่งเกวียนหมุนไปตามรอยเท้าแห่งโค ลากเกวียนไปอย่างไม่ลดละจนไปถึงที่หมายได้ข้อนี้ฉันใด บาปกรรมอันชั่วร้าย ก็ย่อมติดตามคนชั่วไปจนถึงที่นั่นฉันนั้น เมื่อคนมีใจดีการกล่าวและการกระทำก็ดีไปตามกัน ธรรมที่เป็นกุศลทั้งหลายก็ยังมีใจเป็นหัวหน้า มีใจเป็นสภาพประเสริฐ สำเร็จแล้วด้วยใจ สุขเท่านั้นย่อมตามเขาไป เพราะสุจริตทั้ง ๓ ประการ คือ กายก็เป็นกายสุจริต วาจาก็เป็นสภาพที่สุจริต และใจก็เป็นธรรมชาติที่สุจริต เงาย่อมติดตามตัวคนไปทุกวิถีก้าว แม้คนจะยืนมันก็ยืนตาม จะนอนมันก็นอนตาม จะนั่งมันก็นั่งตาม จะทำอะไรต่ออะไรมันก็ทำตามเราได้ทุกวิถีทาง ข้อนี้ฉันใด บุญกุศลคือความสุขก็ย่อมติดตามชนผู้มีใจดี กล่าวดี กระทำดี ไปฉันนั้น จึงต้องตามวจนประพันธ์ธรรมภาษิตที่มาในธรรมบทขุททกนิกายว่า


มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา มโนเสฏฺฐา มโนมยา
มนสา เจ ปสนฺเนน ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นํ สุขมเนฺวติ ฉายาว อนุปายินี.
ธรรม (ที่เป็นกุศล) ทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า มีใจประเสริฐ สำเร็จด้วยใจ
หากคนมีใจผ่องใส กล่าวอยู่ก็ดี กระทำอยู่ก็ดี สุขย่อมไปตามเขาเพราะสุจริต
๓ ประการนั้น ประดุจเงามีปกติตามตัวฉะนั้น


          ชี้ให้เห็นว่าคนกล่าวดีก็เพราะใจดี ทำดีก็เพราะใจดี สุขอันเป็นผลแห่งกรรมดีนั้น ย่อมติดตามเขาไป แม้เขาจะยืนเดินนั่งนอน ก็ได้รับความสบาย คนทั่งหลายย่อมชอบการคิดดี ไม่คิดพยาบาทปองร้ายกันเป็นต้น จึงไม่ควรทำความเดือดร้อนให้ต่อกันและกัน เช่นนี้จึงชื่อว่าเป็นการประพฤติดีทางใจ การรักษาตัวคือสังวรระวังตัวให้ปรกติจากการประพฤติผิดทางกาย วาจา และใจ ทั้ง ๓ ทวารนี้ ชื่อว่า ศีล ความจริงพระพุทธพจน์มีอยู่ว่า เจตนาหํ ภิกฺขเว สีลํ วทามิ แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นศีล ดังนี้ หมายความว่า ความจงใจเว้นจากการกระทำชั่วเว้นจากการพูดชั่ว เว้นจากการคิดชั่ว จึงจะชื่อว่าเป็นปรกติ เป็นตัวศีลได้ สมาธิ คือการทำใจให้นิ่ง แม้ใจจะนิ่งได้ก็เพราะศีลเป็นเบื้องต้น ศีลจึงเป็นที่ตั้งคือเป็นบาทวิถีเบื้องต้นของสมาธิ การทำใจให้นิ่งที่เรียกว่าสมาธินั้นแบ่งออกเป็น ๒ ประเภทบ้าง ๓ ประเภทบ้าง ตามกิจแห่งอารมณ์นั้นๆ ที่แบ่งออกเป็น ๒ ประเภทนั้น คือ อุปจารสมาธิ สมาธิเป็นแต่เฉียดๆ ประการหนึ่ง อปฺปนาสมาธิ สมาธิอันแน่วแน่ประการหนึ่ง การทำใจให้นิ่งชั่วครั้งชั่วคราว คือมีอารมณ์เดียวชั่วขณะใดขณะหนึ่ง ไม่ดิ่งลงไปแท้ เป็นแต่เพียงเฉียดๆ ชื่อว่าอุปจารสมาธิ การทำใจให้แน่วแน่ลงไป คือมีอารมณ์เดียวให้ตลอดไป ดิ่งลงไป สุขุมลงไปกว่าอุปจารสมาธิ ชื่อว่าอัปปนาสมาธิ ที่แบ่งออกเป็น๓ ประเภทนั้นคือ (๑) สุญฺญตสมาธิ การทำใจให้นิ่งจากความว่างเปล่า ได้แก่ว่างเปล่าจากราคะ ความกำหนัดยินดี ว่างเปล่าจากโทสะ ความโกรธประทุษร้าย ว่างเปล่าจากโมหะความหลงใหล (๒) อนิมิตฺตสมาธิ การทำใจให้นิ่ง จากเรื่องหมายได้แก่ไม่มีเครื่องหมายกล่าวคือ ราคะ โทสะ โมหะ (๓) อปฺปณิหิตสมาธิ การทำใจให้นิ่งจากที่ตั้ง กล่าวคือ การไม่มีราคะ โทสะ และโมหะเป็นที่ตั้ง สมาธิดังกล่าวนี้ย่อลงได้เป็น ๒ ประการคือ สมาธิของสามัญชนประการหนึ่ง สมาธิของอริยชนประการหนึ่ง
ปัญญา แปลว่าความรู้ทั่ว กล่าวคือการรู้เหตุและผลตามความเป็นจริงรู้ว่ามีเหตุดี จึงมีผลดี หรือรู้เหตุเป็นมาแล้วว่าไม่ดี ผลจึงไม่ดี หรือเหตุเป็นเช่นนั้นผลจึงเป็นเช่นนี้ ผลเป็นเช่นนี้เหตุจึงเป็นเช่นโน้นเป็นต้นอย่างถูกต้อง ปัญญานั้นก็แบ่งได้เป็น ๒ ประเภทคือ โลกิยปัญญา ปัญญาอันเป็นวิสัยของโลกิยมหาชนประเภทหนึ่ง โลกุตตรปัญญา ปัญญาอันพ้นวิสัยของโลกิยมหาชน คือเป็นปัญญาของพระอริยเจ้า ประเภทหนึ่ง ดังกล่าวมานี้ชื่อว่าธรรมเป็นเครื่องอยู่ของภิกษุทั้งหลาย คำว่า “สติ” แปลว่าสภาพที่ระลึกได้ แม้คนจะทำงานอะไร ที่จะให้เป็นไปโดยถูกต้อง หรือพูดอะไรที่จะไม่ให้ผิดพลาด และคิดอะไรที่จะไม่ให้ผิดได้นั้น ต้องอาศัยสติเป็นเครื่องควบคมอยู่เสมอ การกระทำ การพูด การคิด เหล่านี้จึงจะเป็นไปโดยถูกต้องได้ สติเป็นประดุจหางเสือของเรือ เรือจะวิ่งตรงไปได้ ก็เพราะหางเสือ หรือประดุจนายท้าย เรือจะตรงไปได้ก็เพราะนายท้ายที่ดีฉันใด คนจะทำจะพูดจะคิดถูกต้องให้ได้นั้นก็ต้องอาศัยสติฉันนั้น เพราะสติเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่เสมอ ต้องตามนัยธรรมภาษิตที่มาในสคาถวรรคสังยุตตนิกายว่า


สติ โลกสฺมิ ชาคโร
สติเป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก


           เป็นความจริงอยู่เอง บรรดามนุษย์ทั้งหลายบนพื้นพิภพโลกนี้ ย่อมมีสติเป็นเครื่องควบคุมอยู่ทุกคน แต่ว่าสติของพวกเขาเหล่านั้น ย่อมมีเหลื่อมล้ำต่ำสูงมากน้อยยิ่งหย่อนกว่ากันอยู่บ้าง การทำ การพูด การคิดของคนเราแต่ละคนจึงไม่เสมอเหมือนกัน กล่าวคือย่อม ยิ่งหย่อนมากน้อย ผิดถูกต่างๆ กัน ผู้ใดมีสติตลอดกาล ผู้นั้นก็ทำ พูด คิด เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและถูกต้องเสมอ ผู้มีสติบางครั้งบางคราว การทำ พูด คิด ก็ย่อมมีพลั้งเผลอและเป็นไปด้วยความไม่สม่ำเสมอกัน ผิดบ้างถูกบ้าง จะอย่างไรก็ดี ผู้กระทำพูดคิดนั้น จะทำอะไร จะพูดอะไรและคิดอะไรให้ถูกต้องได้นั้น ต้องอาศัยสติคือธรรมเป็นเครื่องตื่น สตินั้นย่อมปลุกให้คนระลึกได้ให้ตื่นขึ้นอยู่เสมอ
ความไม่ประมาท ก็คือความเป็นผู้ไม่อยู่ปราศจากสตินั่นเอง กล่าวคือมีสติอยู่เสมอ ความไม่ประมาทนั้น ท่านกล่าวว่าเป็นรากเหง้า แห่งกุศลทั้งหลาย เป็นที่ประชุมหรือเป็นที่รวมลงแห่งกุศลธรรมทั้งหลายคน ผู้ประกอบด้วยความไม่ประมาท ชื่อว่าย่อมยังกุศลธรรมทั้งปวง ให้เกิดขึ้น เขาย่อมไม่เลินเล่อในการทำ พูด คิด ทั้งต่อหน้าหรือลับหลัง เขาทำอะไร พูดอะไร หรือคิดสิ่งไหน ย่อมล้วนแต่เป็นกุศลธรรม คือธรรมอันเป็นสภาพที่ดี เป็นสภาพที่หลีกธรรมที่ชั่วที่เป็นบาปอกุศลออกไป น้อมนำเอาแต่ธรรมที่ดีเท่านั้นเข้ามา ฉะนั้น สภาพแห่งธรรมที่เป็นบุญกุศลทั้งหลาย จึงมีความไม่ประมาทเท่านั้นเป็นที่รวมลง เป็นที่ประชุมลงต้องตามพระพุทธนิพนธ์ภาษิตว่า “เสยฺยถาปิ ภิกฺขเว ยานิ กานิจิ ชงฺคลานํ ปาณานํ ปทชาตานิ สพฺพานิ ตานิ หตฺถิปเท สโมธานํ คจฺฉนฺติ หตฺถิปทํ เตสํ อคฺคมกฺขายติ ยทิทํ มหนฺตตฺเตน เอวเมว โข ภิกฺขเว เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อปฺปมาทมูลกา อปฺปมาทสโมสรณา อปฺปมาโท เตสํ ธมฺานํ อคฺคมกฺขายติ” แปลความว่า “ดูก่อนภิกษุทั้งหลายรอยเท้าเหล่าใดเหล่าหนึ่งของสัตว์ทั้งหลายผู้สัญจรไปบทแผ่นดิน รอยเท้าทั้งปวงเหล่านั้น ย่อมถึงความประชุมลง ในรอยเท้าแห่งช้าง รอยเท้าช้างอันชาวโลกย่อมเรียกว่าเป็นยอดแห่งรอยเท้าทั้งหลายเหล่านั้น เพราะรอยเท้าช้างนี้เป็นของใหญ่แม้ฉันใด ภิกษุทั้งหลาย กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่ง กุศลธรรมเหล่านั้นทั้งหมดมีความไม่ประมาทเป็นรากเหง้า มีความไม่ประมาทเป็นที่ประชุมลง ความไม่ประมาทอันเรา (ตถาคต) กล่าวว่าเป็นยอดแห่งธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ฉันนั้นเหมือนกันแล” ดังนี้ ที่เป็นดังนี้ เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายบนโลกนี้ คือที่เห็นมีอยู่ในปัจจุบันนี้ ช้างชื่อว่าเป็นสัตว์ที่ใหญ่ เท้าของช้างนั้นก็ใหญ่ สัตว์ทั้งหลายสัญจรไปมาในที่ไหนๆ รอยเท้าย่อมปรากฏในที่นั้นๆ เสมอ เมื่อสัตว์ทั้งหลายเดินไปมาขวักไขว่อยู่เช่นนั้น มนุษย์ผู้ที่สังเกตตรวจตราหรือผู้ที่ไปมาอยู่บนโลกนี้ ย่อมจะเห็นรอยเท้าของสัตว์เหล่านั้น เมื่อเขาเห็นแล้วย่อมเทียบเคียงดู แล้วเขาก็จะเห็นประจักษ์ได้อย่างแน่ชัดว่า รอยเท้าบรรดาที่มีอยู่ในโลกนี้ มีรอยเท้าช้างเท่านั้นเป็นรอยเท้าที่ใหญ่กว่ารอยเท้าสัตว์ทั้งปวง รอยเท้าสัตว์ทั้งปวงจึงชื่อว่ามีรอยเท้าช้างเป็นยอดทั้งหมด เพราะรอยเท้าช้างนั้นใหญ่ บรรดากุศลธรรมทั้งหลายเหล่าใดเหล่าหนึ่งที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ตรัสไว้แล้ว กุศลธรรมเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมมีความไม่ประมาทเป็นรากเหล้า มีความไม่ประมาทเป็นที่ประชุมลงเพราะความไม่ประมาทนั้นเป็นยอด คือเป็นธรรมที่ดีเลิศส่วนใหญ่ แม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ยังได้ตรัสไว้อีก เมื่อจวนจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ซึ่งมาในโอวาทปาฏิโมกข์บาลี เป็นปัจฉิมวาจาว่า “หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมา สังฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ” แปลว่า “เอาเถอะภิกษุทั้งหลาย เราย่อมตรัสเรียกพวกเธอ มาในกาลบัดนี้ (เพราะว่า) สังขารทั้งหลายเป็นสภาพมีความเลื่อมสิ้นไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังความไม่ปรมาทให้ถึงพร้อมเถิด” ดังนี้ จะทราบได้ว่าพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นห่วงพุทธเวไนยนิกรเพียงไร แม้สังขารทั้งหลาย มีเหตุปรุงแต่งขึ้น ย่อมเป็นไป ในคติธรรมดา คือ อนิจจตา ความเป็นสภาพไม่เที่ยง ทุกขตา ความเป็นสภาพที่ลำบากแสนเข็ญ อนัตตตา ความเป็นสภาพที่ไม่ใช่ตน เพราะไม่เป็นไปในอำนาจของใคร เป็นไปตามปัจจัย คือ มีเกิดในเบื้องต้น แปรปรวนไปในท่ามกลาง และย่อมสลายไปในที่สุด ได้ความว่าธรรมทั้งหมดย่อมเกิดขึ้นแต่เหตุ เมื่อจะดับไปก็เพราะเหตุดังนี้ เหล่านี้เป็นธรรมของสังขารทั้งหลาย เมื่อรู้คติแห่งธรรมแล้ว คนเราจึงควรไม่ประมาท คือ ไม่ปล่อยสติให้เพลิดเพลินในอารมณ์ต่างๆ อันจะเป็นเหตุให้เกิดอกุศลธรรม อย่าอยู่ปราศจากสติ คือให้มีสติประจำอยู่เสมอทุกเวลาและนาที “เป็นผู้รู้” นั้น คือรู้ว่าบรรดาสัตว์ทั้งหลาย โดยเฉพาะมนุษย์เป็นสัตว์มีใจสูงกว่าสัตว์ทั้งหมด จึงรู้ว่าเมื่อทำกรรมดีก็ย่อมมีผลเป็นสุข เมื่อทำกรรมที่เป็นต้นเหตุชั่ว ก็ย่อมมีผลเป็นทุกข์ แม้คนจะดีได้ก็เพราะกรรมดี คนจะเลวได้ก็เพราะกรรมชั่ว เกตุดีก็มิได้พลาดไปจากผลดี หากแต่ว่ากรรมเป็นไปด้วยความสม่ำเสมอกัน หรือรู้สภาวธรรมทั้งหลาย ที่มีจิตใจครองก็ดี หาจิตใจครองมิได้ก็ดี รูปธรรมก็ดี นาธรรมก็ดี รูปธาตุก็ดี ซึ่งประชุมกันเข้าแล้ว แม้สภาพที่ยังมีปัจจัยปรุงแต่งอยู่คือ ยังมีกรรม กิเลส วิบาก หมุนเวียนกันอยู่นั้น ยังเป็นสภาพที่ต่ำอยู่ ย่อมมีความเกิดขึ้นแปรปรวนไป ทรุดโทรมไป สลายไป เป็นลำดับ ส่วนสภาพที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่งนั้น คือเป็นสภาพที่อยู่เหนือบาปและบุญ ย่อมไม่มีความเกิด ไม่มีความเปลี่ยนแปลงไม่มีความทรุดโทรม และไม่มีความเลื่อมสลาย สภาพที่เป็นเช่นนี้คือพระอมตมหานิพพาน กล่าวคือสภาพดับจากความเกิด แก่ เจ็บ ตาย หรือจากสรรพทุกข์ สรรพโศก สรรพโรค สรรพภัย สรรพอันตรายทั้งหมด อนึ่งรู้ว่า กรรมที่ทำในอดีตชาติที่ล่วงแล้วนั้น ย่อมให้ผลในอนาคตชาติก็มี กรรมที่ทำแล้วในปัจจุบันชาตินี้ ย่อมให้ผลในชาตินี้ก็มี เป็นต้น เป็นลำดับกัน ภิกษุผู้มีธรรม มีสติ มีความไม่ประมาท มีความรู้ดังกล่าวแล้วนั้น ย่อมละความยึดมั่นต่อสภาพธรรมที่เป็นอกุศลทั้งหลาย ต่อสภาพธรรมที่เกิดในเบื้องต้นแปรปรวนในท่ามกลาง หมดลงในที่สุดนั้น คือไม่ยึดถือว่าเป็นของ ของเรา เพราะเป็นธรรมดาแห่งสภาวธรรมที่เกิดจากเครื่องปรุงแต่ง อันสิ่งที่ธรรมสร้างขึ้นมาเป็นสังขารหาใจครองมิได้ ย่อมเป็นสภาพที่สวยสดงดงามก็มี สิ่งที่เป็นสังขารมีใจครองย่อมเป็นผู้แต่งเขาเองให้สวยสดงดงามบ้างก็มี สิ่งสวยงามจากธรรมชาติก็ดี จากสัตว์ทั้งหลายก็ดี ย่อมเป็นสิ่งที่ตรึงตาตรึงใจ เป็นเครื่องผูกมัดจิตใจให้เข้าไปผูกพันไว้ เมื่อมีจิตใจผูกพัน เขาย่อมยึดว่า สิ่งที่ตนได้สมปรารถนานั้น เป็นของข้าพเจ้าทั้งหมด ชื่อว่าความยึดมั่นถือมั่น ภิกษุผู้มีธรรม มีสติ มีความไม่ประมาท มีความรู้เป็นเครื่องรักษาตนแล้วย่อมละความยึดมั่นถือมั่นว่าเราว่าเขา ว่าของเรา ว่าของเขา เหล่านี้เสียได้ เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาก็ย่อมชื่อว่า พึงละชาติ คือ ความเกิด ชราคือความแก่เฒ่าคร่ำคร่าทรุดโทรม โสกะคือความเศร้าโศกเสียใจ ปริเทวนาคือการคร่ำครวญ และทุกข์ คือความไม่สบายกาย สบายจิตในโลกนี้เสียได้เรื่อยไป สมดังนัยธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้นนั้นว่า


เอวํวิหารี สโต อปฺปมตฺโต
ภิกฺขุ จรํ หิตฺวา มมายิตานิ
ชาติชฺชรํ โสกปริทฺทวญฺจ
อิเธว วิทฺวา ปชเหยฺย ทุกขํ
ภิกษุมีธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้ มีสติไม่ประมาท
เป็นผู้รู้ละความถือมั่นว่าของเราได้แล้วเที่ยวไป
พึงละชาติ ชรา โสกะ ปริเทวะ และทุกข์ในโลกนี้ได้.


ดังพรรณนามาด้วยประการฉะนี้ฯ