วิชา เรียงความกระทู้ธรรม
ธรรมศึกษาชั้นตรี


ความสำคัญของวิชาเรียงความ

๑. ส่งเสริมความเจริญทางด้านจินตนาการ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของผู้เรียน
๒. ทำให้ผู้เรียนรู้จักลำดับความคิด สามารถถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของตนออกมาให้ผู้อื่นเข้าใจตามต้องการได้
๓. รู้จักเลือกถ้อยคำสำนวนโวหารสำนวนได้ถูกต้องตามหลักภาษา
๔. ส่งเสริมให้ผู้เรียนเขียนได้ถูกต้องตามแบบที่นิยม


ประโยชน์ของการเรียนกระทู้ธรรม
๑. ทำให้ผู้เรียนเกิดความซาบซึ้งในคุณค่าของธรรม
๒. ทำให้ผู้ เรียนได้เข้าใจถึงผลเสีย กล่าวคือคุณและโทษของการปฏิบัติตามและไม่ปฏิบัติตามธรรมะ
๓. ให้เข้าใจในชีวิตและรู้จักแสวงหาความสุขโดยมีธรรมะเป็นเครื่องชี้แนวทาง
๔. ช่วยพัฒนาด้านจิตใจของมนุษย์ให้รู้จักผิดชอบชั่วดี ละความชั่วประกอบความดี โดยพยายามงดเว้น ความชั่วโดยเด็ดขาด


หลักเกณฑ์ในการแต่งกระทู้ธรรม
มีหลักสำคัญในการเขียนเรียงความแก้กระทู้ธรรม อยู่ ๓ ประการด้วยกัน คือ
๑. ตีความหมาย
๒. ขยายความให้ชัดเจน
๓. ตั้งเกณฑ์อธิบาย


ตีความหมาย

     ได้แก่การให้คำจำกัดความของธรรมนั้น ว่ามีความหมายอย่างไรเช่นพุทธภาษิตที่ว่า “กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ” ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้ผลดี ผู้ทำกรรมชั่ว ย่อมได้ผลชั่วดังนี้ ก็ให้คำจำกัดความคำว่า “กรรมดี คืออะไร” “กรรมชั่วคืออะไร” ในที่นี้กรรมดีหมายเอากุศลกรรมบถ กรรมชั่วหมายถึง อกุศลกรรมบถ ฯลฯ


ขยายความให้ชัดเจน

ได้แก่การขยายเนื้อความของคำซึ่งได้ให้ความหมายไว้แล้ว คือกุศลกรรมบถ และ อกุศลกรรมบถ ว่ามีอย่างเท่าไร (อย่างละ ๑๐ ประการ) เป็นต้น


ตั้งเกณฑ์อธิบาย

ได้แก่การวางโครงร่างที่จะอธิบายเนื้อความของเนื้อหาว่ามีอะไรบ้าง มีผลดีผลเสียอย่างไร มีข้อเปรียบเทียบ หรือมีตัวอย่างมาประกอบให้เห็นเด่นชัดได้หรือไม่ และควรจะนับถึงผลกรรมนั้น ๆ อย่างไร จึงจะทำให้ผู้อ่าน ผู้ฟังคล้อยตาม โดยเรียงเป็นลำดับขั้นตอนก่อนหลัง ไม่สับสนวกไปวนมา


หลักเกณฑ์สำคัญในการอธิบาย ๓ ประการ คือ
๑. คำนำ
๒. เนื้อเรื่อง
๓. คำลงท้าย (สรุป)


คำนำ เป็นการอารัมภบทพจนคาถาที่เป็นบทตั้ง (กระทู้ หรือที่เรียกว่า อุเทศ) เพื่อเป็นบทนำในการเรียงความ (คำนำของการเรียงความแก้กระทู้ธรรม ควรเขียนประมาณ 2-3 บรรทัด)


เนื้อเรื่อง เป็นการขยายเนื้อความของกระทู้ที่ตั้งไว้ เรียกว่าแก้ หรือเรียกว่า นิเทศ การนิเทศ หรือขยายความ เนื้อเรื่องนั้น จะต้องให้รสชาติเนื้อหาสาระแก่ผู้ อ่าน ให้ผู้อ่านเข้าใจในสิ่งที่เราจะอธิบาย ไม่ทำให้ผู้อ่าน สับสนไขว้เขว (ควรเขียนอธิบายให้ได้ประมาณ 10 - 15 บรรทัด) แล้วจึงนำเอาภาษิตมาเชื่อม หรืออ้างภาษิต มาเพื่อสนับสนุน เรียกว่า กระทู้รับ โดยนักธรรมศึกษาชั้นตรี มีข้อกำหนดให้นำ ภาษิตมาเสื่อมรับได้อย่างน้อย ๑ ภาษิต ภาษิตที่นำมาอ้างสนับสนุนห้ามไม่ให้ซ้ำกัน แต่จะซ้ำที่มาได้ แล้วอธิบายภาษิต ที่ยกมาสนับสนุน ให้เนื้อความกลมกลืนกัน (เขียนอธิบายประมาณ 5 - 7 บรรทัด กำลังพอดี)


คำลงท้าย หรือ บทสรุป หรือ เรียกว่าปฏินิเทศ หมายถึงการรวบรวมใจความที่สำคัญของเนื้อหาที่ได้อธิบายมาแล้ว สรุปลงอย่างย่อ ๆ ให้ได้ใจความ ให้ผู้อ่านเกิดความซาบซึ้งและรู้สึกว่าเรียงความที่อ่านมีคุณค่าน่าเชื่อถือ น่าปฏิบัติตาม เกิดศรัทธาในความคิดของผู้เขียน (สรุปความ ควรเขียนประมาณ 5 -7 บรรทัด)


วิธีการแต่งกระทู้ธรรม
มีการแต่งกระทู้ธรรมอยู่ ๒ แบบ คือ
๑. แบบตั้งวง คืออธิบายความหมายของธรรมข้อนั้น ๆ เสียก่อนแล้วจึงขยายความออกไป
๒.แบบตีวง คือบรรยายเนื้อความไปก่อนแล้ว จึงวกเข้าหาความหมายของกระทู้ธรรมนั้น ส่วนมากผู้แต่งกระทู้ธรรม มักจะนิยมแต่งแบบที่๑ คือ แบบตั้งวง อธิบายความหมายภาษิตนั้นก่อนแล้วจึงขยายความให้ชัดเจนต่อไป.


ภาษาในการใช้
๑. ใช้ภาษาเขียนที่ถูกต้อง มีประธาน มีกริยา มีกรรม
๒. ไม่ใช้ภาษาตลาด ภาษาแสลง
๓. ไม่ใช้ภาษาพื้นเมือง หรือภาษาท้องถิ่น
๓. ไม่ใช้ภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ เป็นต้น


สำนวนในการพรรณนา
ใช้สำนวนแบบเทศนาโวหาร มีหลักการเขียน ดังนี้
๑. ข้อความที่เขียนนั้นจะต้องมีเหตุผลใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงได้
๒. มีอุทาหรณ์และหลักคติธรรม
๓. ผู้เขียนจะต้องแสดงให้เห็นว่า ตนมีลักษณะและคุณสมบัติพอเป็นที่เชื่อถือได้
หมายเหตุ : โวหารมี ๔ คือ
๑. พรรณนาโวหาร ได้แก่ การพรรณนาความ คือ เล่าเรื่องที่ได้เห็นมาแล้วด้วยความมุ่งหวังให้ไพเราะ เพลิดเพลินบันเทิง
๒. บรรยายโวหาร ได้แก่ การอธิบายข้อความที่ย่อซึ่งยังเคลือบแคลงอยู่ให้แจ่มแจ้งหรือพิสดาร
๓. เทศนาโวหาร ได้แก่ การแต่งทำนองการสอน คือ ชี้แจงหลักธรรมนั้น
๔. สาธกโวหาร ได้แก่ การบรรยายข้อเปรียบเทียบ คือ นำข้ออุปมาอุปไมยมาเทียบเคียง
หลักย่อ ๆ ที่ควรจำ เป็นเกณฑ์อธิบายในการแต่งกระทู้
๑. วิเคราะห์ศัพท์ คือ การแสดงความหมายของกระทู้ตั้งแล้ววางเค้าโครงที่จะแต่งต่อไป
๒. ขยายความ คือ การอธิบายให้กว้างออกไปตามแนวกระทู้ตามเหตุและผล
๓. เปรียบเทียบ คือ ยกข้อความที่ตรงข้ามกันมาเปรียบเทียบเพื่อให้เห็นได้ชัดในสิ่งที่พูดไป
๔. ยกสุภาษิตรับ คือ การนำกระทู้สุภาษิตมารับมาอ้าง
๕. ยกตัวอย่าง คือ ยกตัวอย่างธรรมะ หรือบุคคล สถานที่มาเป็นตัวอย่าง
๖. สรุปความ คือ ย่อความที่กล่าวมาแล้วนั้นให้เข้าใจง่าย ก่อนที่จะจบกระทู้


ตัวอย่างการวางรูปแบบเรียงความแก้กระทู้ธรรม

........................................................ (ภาษิตภาษาบาลี)
........................................................ (คำแปลภาษาไทย)
(คำนำ) บัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมสุภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและปฏิบัติ เป็นลำดับไป
(อธิบายเนื้อความ)..............................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................……………………………
สมด้วยธรรมสุภาษิตที่มาใน............................................................................ ความว่า
..............................................................(ภาษิตที่ยกมาอ้าง)
.............................................................. (คำแปล)
(อธิบายเนื้อความ).......................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................... ฯ
(สรุปความ)........................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................ สมดังประพันธ์ธรรมสุภาษิตที่ได้ยกมาเป็นนิกเขปบท ณ เบื้องต้น ว่า(ยกภาษิตที่กล่าวเบื้องต้นมากล่าวอีกครั้ง).................................. ............................................................................ ดังมีอรรถาธิบายมา ด้วยประการฉะนี้.

ตัวอย่าง เรียงความแก้กระทู้ธรรม
ธรรมศึกษาชั้นตรี



วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ
คนจะล่วงทุกข์ได้ เพราะความเพียร

           บัดนี้ จักได้อธิบายขยายเนื้อความแห่งกระทู้ธรรมภาษิตที่ได้ลิขิตไว้ ณ เบื้องต้น พอเป็นแนวทาง แห่งการศึกษาและปฏิบัติ เป็นลำดับไป
          คำว่า ทุกข์ คือสภาพที่บีบคั้นเบียดเบียน มีความลำบาก ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ มีความคับบแคบใจ อันมีเหตุมาจากความไม่สมปรารถนา ไม่ได้ดังใจ ได้สิ่งของบางอย่างมาแล้วไม่ถูกใจ ตลอดถึงการพลัดพราก จากของรักของชอบใจ เป็นเหตุแห่งความทุกข์เป็นความลำบาก กล่าวโดยที่สุดพระพุทธเจ้าตรัสว่า สังขารร่างกายนี้ ก็เป็นทุกข์ ฉะนั้น พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ความทุกข์เป็นความจริง เป็นทุกข์อริสัจ ความทุกข์นี้มีมาประจำ กับตัวเราแล้ว ตั้งแต่เกิด มีความลำบากในการที่จะหาเลี้ยงชีพ ทั้งตัวเองและคนอื่น แม้การศึกษาเล่าเรียนของเรานี้ ก็เหมือนกัน เป็นความทุกข์ เป็นความลำบาก แต่พระพุทธเจ้าได้ทรงเทศนาสั่งสอน ให้พวกเรามองให้เห็น ความทุกข์ และก็ให้ยอมรับว่ามันมีอยู่จริง ไม่ให้จมปรักอยู่มัน ไม่ให้เศร้าโศกและเสียใจกับสิ่งที่ทำให้เกิดทุกข์ พระพุทธองค์ทรงสอน หาทางหนีจากความทุกข์ หาทางแก้ทุกข์ เพื่อที่จะให้มีความทุกข์น้อยลง ให้มีความสุข ตามปกติ ที่ใจมุ่งหวัง ในการที่จะหนี้จากความทุกข์ หาทางแก้ทุกข์นั้นพระองค์ก็ทรงสอนให้มีความเพียรก็คือ ประการแรก เพียรพยายามไม่ให้สิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นแก่เรา ประการที่สองเพียรละสิ่งที่เป็นอุปสรรคแก่ความสุขของเรา ประการที่สามเพียรพยายามทำสิ่งที่ดีเป็นประโยชน์แก่เรา และประการที่สี่เพียรพยายามความดี สิ่งที่ดีทีมีอยู่ ในตัวของเราแล้วให้คงอยู่ต่อไป นี้คือทางที่จะแก้ความทุกข์ ทางที่จะพ้นจากความทุกข์ ความเพียรสี่ประการนี้ เป็นสิ่งที่คนเรามนุษย์สามารถที่จะทำได้ เพราะว่ามนุษย์เป็นผู้มีความคิดมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดกว่าสัตว์เหล่าอื่น สมดังพระพุทธภาษิตที่มาในขุททกนิกาย ธัมมปทคาถาว่า


ทนฺโต เสฏฺโฐ มนุสฺเสสุ
ในหมู่มนุษย์ ผู้ฝึกตนได้แล้ว เป็นผู้ประเสริฐ


          แสดงว่า มนุษย์เรานี้ เป็นผู้ฝึกฝนตนเองได้ ด้วยความเพียรพยายามของตัวเขาเอง ในการศึกษาเล่าเรียน ของเรานี้ก็เช่นกัน กว่าที่เราจะจบมาได้แต่ละชั้นก็มีความยากลำบาก และยิ่งในการที่เราจบมีเกรดที่ดีแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่าย เราต้องใช้ความเพียรพยายามฝึกฝนต้นเองหมั่นศึกษาค้นคว้า ละสิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษาเรา เอาใจใส่ในงานที่ครูอาจารย์มอบหมายให้ ไม่เกียจคร้าน เมื่อเราหมั่นขยันอดทนฝึกฝนอยู่อย่างนี้ ก็จะเห็นได้ว่า ความยากลำบากเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องยาก เราก็จะได้รับผลสำเร็จในการศึกษา และภาคภูมิใจในตัวของเรา ไม่เฉพาะตัวเราแม้คนอื่นก็จะยกย่องสรรเสริญว่าเป็นเด็กดี หรือเป็นผู้ประเสริฐ ถ้าหากขาดการฝึกฝนแล้วไซร้ จะกล่าวได้ว่าเป็นบุคคลผู้ประเสริฐก็หาไม่ จะเป็นคนดีได้อย่างไร
         สรุปความว่า ความทุกข์ ความลำบากของมนุษย์ต่าง ๆ นานา ของคนเรานั้น เป็นสิ่งที่มนุษย์สามารถ จะเอาชนะได้ สามารถบรรลุความสุข ผ่านความทุกข์นั้นได้ ก็เพราะความเพียร ดังที่กล่าวมาว่า ประการแรก เพียรสังวรระวังไม่ให้สิ่งที่ไม่ดีเกิดขึ้นแก่ตัวเรา ประการที่สองเพียรละสิ่งที่ไม่ดีนั้น ประการที่สามเพียรสั่งสมความดี หรือสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตัวเรา และประการที่สี่เพียรรักษาความดีนั้นไว้ให้อยู่กับตัวเรานาน ๆ เมื่อฝึกตนเอง ได้แล้ว ก็จะเป็นคนที่มีแต่สวัสดีภาพ เป็นผู้ประเสริฐ สมดังนัยพุทธภาษิตที่ได้ยกขึ้นไว้ ณ เบื้องต้นนั้นว่า วิริเยน ทุกฺขมจฺ เจติ คนจะล่วงทุกข์ได้ก็เพราะความเพียร ดังมีอรรถาธิบายมาแล้ว เอวํ ก็มีด้วยประการ ฉะนี้.

พุทธศาสนสุภาษิต
ธรรมศึกษาชั้น ตรี


หมวดตน
๑. อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ
ตนแล เป็นที่พึ่งของตน
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๒. อตฺตา หเว ชิตํ เสยฺโย
ชนะตนนั้นแหละ เป็นดี
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๓. อตฺตนา ว กตํ ปาปํ อตฺตนา สงฺกิลิสฺสนฺติ
คนทำบาปเอง ย่อมเศร้าหมองเอง
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๔. อตฺตนา อกตํ ปาปํ อตฺตนา ว วิสุชฺฌติ
คนไม่ทำบาปเอง ย่อมหมดจดเอง
ที่มา : คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๕. อตฺตนา โจทยตฺตานํ
จงเตือนตนด้วยตนเอง
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
หมวดประมาท
๖. อปฺปมาโท อมตํ ปทํ
ความไม่ประมาท เป็นทางไม่ตาย
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๗. อปฺปมาทํ ปสํสนฺติ
บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญความไม่ประมาท
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๘. อปฺปมตฺตา น มียนฺติ
ผู้ไม่ปรมาท ย่อมไม่ตาย
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.) ๙. ปมาโท มจฺจุโน ปทํ
ความประมาท เป็นทางแห่งความตาย
ที่มา : คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๑๐. ปมาโท ครหิโต สทา
ความประมาท บัณฑิตติเตียนทุกเมื่อ
ที่มา : คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๑๑. เย ปมตฺตา ยถา มตา
ผู้ประมาท เหมือนคนที่ตายแล้ว
ที่มา : คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
หมวดจิต
๑๒. จิตฺตํ รกฺขถ เมธาวี
ผู้มีปัญญา พึงรักษาจิต
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๑๓. จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ
จิตที่ฝึกดีแล้ว นำสุขมาให้
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
หมวดขันติ
๑๔. ขนฺติ ปรมํ ตโป ตีติกฺขา
ขันติ คือความอดทน เป็นตบะอย่างยิ่ง
ที่มา: คัมภีร์ขุททนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๑๕. ขนฺติ ตโป ตปสฺสิโน
ความอดทน เป็นตบะของผู้บำเพ็ญเพียร
ที่มา: สวดมนต์ฉบับหลวง (ส.ม.)
หมวดธรรม
๑๖. มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา
ธรรมทั้งหลาย มีใจเป็นหัวหน้า
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๑๗. ธมฺโม สุจิณฺโณ สุขมาวหาติ
ธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้
ที่มา: คัมภีร์สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (สํ.ส.)
๑๘. ธมฺมปีติ สุขํ เสติ
ผู้อิ่มในธรรม ย่อมนอนเป็นสุข
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๑๙. ธมฺมจารี สุขํ เสติ
ผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุข
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๒๐. ธมฺมํ จเร สุจริตํ
พึงประพฤติธรรม ให้สุจริต
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
หมวดทุกข์
๒๑. ทุกฺโข ปาปสฺส อุจฺจโย
การสั่งสมบาป เป็นทุกข์ (ในโลก)
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๒๒. นตฺถิ ขนฺธสมา ทุกฺขา
ความทุกข์อื่น เสมอด้วยขันธ์(๕) ไม่มี
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๒๓. สงฺขารา ปรมา ทุกฺขา
สังขารทั้งหลาย เป็นทุกข์อย่างยิ่ง
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๒๔. ทุกฺขํ เสติ ปราชิโต
ผู้พ่ายแพ้ ย่อมนอนเป็นทุกข์
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
หมวดเบ็ดเตล็ด
๒๕. อาโรคฺยา ปรมา ลาภา
ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๒๖. ชิฆจฺฉา ปรมา โรคา
ความหิว เป็นโรคอย่างยิ่ง
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.) ๒๗. กิจฺโฉ มนุสฺสปฏิลาโภ
การได้เกิดมาเป็นมนุษย์ เป็นการยาก
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๒๘. สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ
ความบริสุทธิ์และไม่บริสุทธิ์เป็นของเฉพาะตัว
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๒๙. นาญฺโ? อญฺ?? วิโสธเย
ผู้อื่น จะทำให้ผู้อื่นหมดจดไม่ได้เลย
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๓๐. ปาปานํ อกรณํ สุขํ
การไม่ทำบาปทั้งหลาย เป็นความสุข
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๓๑. ทนฺโต เสฏฺโ? มนุสฺเสสุ
ในหมู่มนุษย์ผู้ฝึกตนดีแล้ว ประเสริฐสุด
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๓๒. วิสฺสาสปรมา ?าติ
ความคุ้นเคย เป็นญาติอย่างยิ่ง
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๓๓. นตฺถิ โลเก อนนฺทิโต
ผู้ไม่ถูกนินทา ไม่มีในโลก
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๓๔. สุโข ปุญฺ?สฺส อุจฺจโย
การสั่งสมบุญ เป็นสุขในโลก
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๓๕. สมคฺคานํ ตโป สุโข
ความพากเพียรของผู้มีความสามัคคี นำสุขมาให้
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๓๖. สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี
ความสามัคคีของหมู่คณะ นำสุขมาให้
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)

๓๗. นตฺถิ สนฺติ ปรํ สุขํ
ความสุขอื่น ยิ่งกว่าความสงบ ไม่มี
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๓๘. นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ
นิพพาน เป็นสุขอย่างยิ่ง
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๓๙. ธีโร จ สุขสํวาโส
การอยู่ร่วมกับนักปราชญ์ เป็นความสุข
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
หมวดกิเลส
๔๐. นตฺถิ ตณฺหา สมา นที
แม่น้ำเสมอด้วยตัณหา ไม่มี (แม่น้ำถึงจะใหญ่ ก็ไม่เท่าตัณหา)
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๔๑. นตฺถิ ราคสโม อคฺคิ
ไฟเปรียบเสมอด้วยราคะ ไม่มี
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๔๐. นตฺถิ โมหสมํ ชาลํ
ตาข่ายเสมอด้วยโมหะ ไม่มี
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๔๑. โลโก ธมฺมานํ ปริปนฺโถ
ความโลภ เป็นอันตรายแก่ธรรมทั้งหลาย
ที่มา: คัมภีร์สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (สํ.ส.)
๔๒. อิจฺฉา โลกสฺมิ ทุชฺชหา
ความอยาก ละได้ยากในโลก
ที่มา: คัมภีร์สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (สํ.ส.)
หมวดโกรธ
๔๓. โกธํ ฆตฺวา สุขํ เสติ
ฆ่าความโกรธเสียได้ ย่อมอยู่เป็นสุข
ที่มา: คัมภีร์สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (สํ.ส.) ๔๔. โกธํ ฆตฺวา น โสจติ
ฆ่าความโกรธเสียได้ ย่อมไม่เศร้าโศก
ที่มา: คัมภีร์สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (สํ.ส.)
๔๕. มาโกธสฺส วสํ คมิ
อย่าลุอำนาจ แก่ความโกรธ
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ชาตก ทุกนิบาต (ขุ.ชา.ทุก.)
หมวดปัญญา
๔๖. นตฺถิ ปญฺ?า สมา อาภา
แสงสว่าง เสมอด้วยปัญญา ไม่มี
ที่มา: คัมภีร์สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (สํ.ส.)
๔๗. ปญฺ?า โลกสฺมิ ปชฺโชโต
ปัญญา เป็นแสงสว่างในโลก
ที่มา: คัมภีร์สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (สํ.ส.)
๔๘. สุสฺสูสํ ลภเต ปญฺ??
ฟังด้วยดี ย่อมได้ปัญญา
ที่มา: คัมภีร์สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (สํ.ส.)
สุภาษิตที่มาในคัมภีร์ต่างๆ
๔๙. อตฺตา หิ อตฺตโน คติ
ตนแล เป็นคติของตน
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๕๐. นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ
ความรัก(อย่างอื่น)เสมอด้วย(ความรัก)ตนไม่มี
ที่มา: คัมภีร์สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
๕๑. อตฺตานํ นาติวตฺเตยฺย
บุคคลไม่ควรลืมตน
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ชาตก ตึสนิบาต (ขุ.ชา.ตึส.)
๕๒. กลฺยาณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ
ผู้ทำกรรมดี ย่อมได้รับผลดี ผู้ทำกรรมชั่วย่อมได้รับผลชั่ว
ที่มา: คัมภีร์สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (สํ.ส.)

๕๓. กมฺมุนา วตฺตตี โลโก
สัตว์โลก ย่อมเป็นไปตามกรรม
ที่มา: คัมภีร์มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก (ม.ม.)
๕๔. นิสมฺม กรณํ เสยฺโย
บุคคลใคร่ครวญดีแล้ว จึงทำดีกว่า
ที่มา:สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส (ว.ว.)
๕๕. จิตฺเต สงฺกิลิฏฺเ? ทุคฺคติ ปาฏิกงฺขา
เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว ทุคติเป็นอันหวังได้
ที่มา: คัมภีร์มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก (ม.มู)
๕๖. จิตฺเต อสงฺกิลิฏฺเ? สุคติ ปาฏิกงฺขา
เมื่อจิตไม่เศร้าหมองแล้ว สุคติเป็นอันหวังได้
ที่มา: คัมภีร์มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก (ม.มู)
๕๗. ชยํ เวรํ ปสวติ
ผู้ชนะ ย่อมก่อเวร
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๕๘. อกฺโกเธน ชิเน โกธํ
พึงชนะคนโกรธ ด้วยความไม่โกรธ
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๖๙. อสาธุํ สาธุนา ชิเน
พึงชนะคนไม่ดี ด้วยความดี
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๖๐. ชิเน กทริยํ ทาเนน
พึงชนะคนตระหนี่ ด้วยการให้
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๖๑. ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมฺมจารี
ธรรมแล ย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย เถรคาถา (ขุ.เถร.)
๖๒. สงฺขารา สสฺสตา นตฺถิ
สังขารที่เที่ยงแท้ยั่งยืน ไม่มี
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๖๓. อนิจฺจา วต สงฺขารา
สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยงหนอ
ที่มา: คัมภีร์ทีฆนิกาย มหาวรรค (ที.มหา.)
๖๔. อรติ โลกนาสิกา
ความริษยา เป็นเหตุทำให้โลกฉิบหาย
ที่มา:สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส (ว.ว.)
๖๕. ยโส ลทฺธา น มชฺเชยย
บุคคล ได้ยศแล้ว ไม่พึงมัวเมา
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ชาตก จตุกกนิกาย (ขุ.ชา.จตุกก.)
๖๖. ป??าย มคฺคํ อลโส น วินฺทติ
คนเกียจคร้าน ย่อมไม่พบทางแห่งปัญญา
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย ธัมมปทคาถา (ขุ.ธ.)
๖๗. สกมฺมุนา หญฺ?ติ ปาปธมฺโม
คนมีสันดานชั่ว ย่อมเดือดร้อน เพราะกรรม
ของตน
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย เถรคาถา (ขุ.เถร.)
๗๘. วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ
คนจะล่วงทุกข์ได้ เพราะความเพียร
ที่มา: คัมภีร์ขุททกนิกาย สุตตนิบาต (ขุ.สุ.)

 

ปลาเป็นย่อมว่ายทวนกระแสน้ำเสมอ
ปลาตายเท่านั้น..ที่ลอยตามกระแสน้ำ
มนุษย์ต้องต่อสู้อุปสรรค
ผู้ที่ปล่อยชีวิตไปตามโชคชะตา
ก็ไม่ต่างอะไรกับปลาที่ตายแล้ว...