วิชา เรียงความแก้กระทู้
ธรรมศึกษาชั้นเอก



คำอธิบาย
วิธีเรียงความแก้กระทู้ธรรมแนวใหม่
ความเบื้องต้น


      วิธีเรียงความแก้กระทู้ธรรม จัดเป็นวิชาหนึ่งในหลักสูตรนักธรรมตรี โท เอก นักเรียนผู้สอบกลัวตกวิชานี้มากกว่าวิชาอื่นๆ เพราะการแต่งกระทู้ธรรม หากนักเรียนยังจับหลักฐานไม่ได้ จะทำให้มึนงงสับสนในเมื่อแม่บทหรือกระทู้ที่ท่านตั้งไว้ ยิ่งเป็นชั้นเอก ก็ยิ่งทวีความยากขึ้นตามส่วน ฉะนั้น การแต่งกระทู้ธรรมจึงจัดว่าสำคัญยิ่งกว่า ๓ วิชานั้น เพราะเท่ากับว่าได้ฝึกหัดเทศนาวิธีไปด้วยนั่นเอง เมื่อผู้ใคร่ต่อการศึกษาพยายามเรียนหลักการแต่ง ทำความเข้าใจวิธีการแต่งดีแล้วจะกลับเห็นว่าการแต่งกระทู้ก็คือการแสดงภูมิความรู้ในวิชาทั้ง ๓ นั้นว่า นักเรียนมีความเข้าใจแจ่มแจ้งดีเพียงไร ถ้าเข้าใจแล้ว ก็สามารถที่จะหยิบยกข้อธรรมมาอธิบายได้โดยไม่ยากนัก ส่วนหลักการ และแนวในการแต่งนั้น จะได้ชี้ให้เข้าใจในลำดับต่อไปดังจะได้ชี้แจงหลักและแนวการแต่ง ซึ่งทางสนามหลวงท่านได้วางไว้ พอเป็นปทัฏฐาน นักเรียนพึงทราบต่อไปนี้ ฯ


แนวการแต่ง
       การแต่งกระทู้ธรรมนั้น พึงพยายามเรียบเรียงถ้อยคำให้สละสลวย พูดสั้น ๆ แต่ให้ได้ใจความมาก ใช้ถ้อยคำสำนวนที่สุภาพอ่อนโยน ให้เหมาะแก่กาลเทศะ บรรยายข้อความให้ติดต่อกลมกลืนกัน เมื่อจะอ้างหรือยกอีกกระทู้ประกอบประหนึ่งช่างภาพระบายสี เช่นเหลืองกับเขียวเป็นต้น ระบายตอนที่เหลืองจะเปลี่ยนเป็นเขียวให้กลมกลืนกันฉะนั้น การอ้างกระทู้ประกอบก็เช่นเดียวกัน คือต้องอธิบายข้อความให้เชื่อมสนิทสนม จู่ ๆ จะอ้างขึ้นมาเฉย ๆ ไม่ได้ เพราะจะผิดหลักแห่งการแต่งไปและจะกลายเป็นคนละรูปเรื่อง อ่านแล้วไม่ได้ใจความ ขาดความสละสลวยด้วยประการทั้งปวง ไม่สมภูมิที่เป็นนักธรรมเอกเลย พึงพยายามแต่งให้เหมาะสมกับความหมายของกระทู้ ซึ่งจะได้ชี้แจงเป็นลำดับไป ฯ


ความหมายของกระทู้
         ความหมายของคำว่า เรียงความแก้กระทู้ธรรม ซึ่งท่านเรียกรวมเป็นคำเดียวกัน เมื่อนักเรียนพิจารณาให้รอบคอบแล้ว จะเห็นว่าแยกออกเป็นคำ ๆ ได้ ๓ คำ คือเรียงความ แก้กระทู้ธรรม จะได้ชี้แจงให้เห็นความหมายของคำทั้ง ๓ นั้น ดังต่อไปนี้ คือ
        ๑. คำว่า “เรียงความ” ได้แก่ การเก็บถ้อยคำหรือข้อความต่าง ๆ มาเรียบเรียงให้เป็นระเบียบเรียบร้อยถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ และภาษาศาสตร์ อ่านและฟังได้ความชัดเจนแจ่มแจ้ง สมแก่รูปเรื่องของธรรมนั้น ๆ ประหนึ่งนายมาลาการผู้ฉลาด มีความเชี่ยวชาญนำดอกไม้ซึ่งมีสีสัณฐานแตกต่างกัน มาร้อยกรองให้เป็นระเบียบเรียบร้อยในภาชนะอันเดียวกันฉะนั้น คือเก็บข้อความในที่ต่าง ๆ เช่นใน ธรรม พุทธ วินัย (โดยมากเป็นธรรม) แล้วแต่หัวข้อธรรมนั้นจะเพ่งถึงอะไร พึงบรรยายไปในแนวนั้นตามหลักโวยากรณ์ คือเรียบเรียงถ้อยคำสำนวนให้สละสลวยสมแก่เหตุผล สมแก่บริษัท ประชุมชนและกาลเทศะ ให้มีความหมายตรงกับจุดประสงค์ของแม่บทหรือกระทู้ที่ตั้งไว้ ดังนี้เรียกว่า “เรียงความ”
        ๒. คำว่า แก้ ได้แก่การทำให้คลายหรือขยายออก คือกิริยาที่คลายหรือขยายสิ่งที่มัดไว้ออกไป ก็เรียกกันว่า แก้ แม่บทหรือกระทู้ที่ตั้งไว้ เป็นเพียงหัวข้อธรรมอันหนึ่ง ซึ่งมีความหมายที่จะพึงขยายความออกไปอีกได้มากมาย นักเรียนผู้มีความสามารถ จึงควรอธิบายขยายความของบทธรรมหรือภาษิตที่ท่านตั้งไว้นั้น ให้กว้างขวาง ได้ความไพเราะถูกต้องตามจุดมุ่งหมายของกระทู้ พูดง่าย ๆ ก็คือขยายความประสงค์ของกระทู้หรือถ้อยคำที่ท่าน กล่าวไว้โดยย่อ ให้พิสดาร เรียกว่า “แก้”
         ๓. คำว่า กระทู้ธรรม ได้แก่ธรรมที่เป็นแม่บท หรือบทธรรมย่อ ๆ ที่ท่านตั้งไว้เป็นหลัก แม่บทหรือกระทู้ที่ย่อ ๆ แต่มี ใจความที่จะพึงอธิบายขยายออกไปอีกได้มาก เรียกว่า กระทู้ธรรม
เมื่อนักเรียนทราบความหมายของคำว่า เรียงความแก้กระทู้ธรรม โดยสังเขปดังนี้แล้ว พึงวางโครงเรื่องที่จะยกขึ้นอธิบายต่อไป แต่การอธิบายจำต้องมีหลักเกณฑ์ปฏิบัติในการแต่งอีก ซึ่งเรียกว่าองค์ประกอบการเรียงความมี ๓ ประการ คือ
ก. อุเทศ ได้แก่ บทตั้งหรือแม่บท ซึ่งตรงกับคำว่า กระทู้
ข. นิเทศ ได้แก่ การขยายความอุเทศนั้น ให้กว้างขวางออกไปตามแนวของกระทู้นั้นๆซึ่งตรงกับคำว่า แก้
ค. ปฏินิเทศ ได้แก่ การกล่าวทบทวนข้อความเบื้องต้น คือย่อเอาความในนิเทศมากล่าวสั้น ๆ เพื่อให้เข้าใจและจำง่าย ซึ่งตรงกับคำว่า สรุปความ


โวหาร ๔
นักเรียนนอกจากจะทราบองค์ประกอบเรียงความ ๓ ประการ ดังกล่าวเบื้องต้นแล้ว จะต้องมีความเข้าใจในหลักของการขยายความอีก ท่านเรียกว่า โวหาร ซึ่งจักว่าเป็นความจำเป็นที่ผู้แต่งผู้เยียนจะต้องดำเนินในโวหาร ๔ อย่างนี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะตามธรรมดาการแต่งการเขียนหนังสือ สำนวนโวหารย่อมแตกต่างกันตามความคิดเห็น แต่เพื่อให้เหมาะสมกับเรื่องที่กล่าวถึง และตรงกับความประสงค์ของผู้แต่งในอันจะโน้มน้าวใจผู้อ่านผู้ฟังให้มีความเห็นความเข้าใจ ตามกระบวนความที่ตนแต่งที่ตนเขียนไปในแนวไหนก็ตาม ก็คงอยู่ในลักษณะแห่งโวหาร ๔ นี้ คือ


        ๑. พรรณนาโวหาร ได้แก่ การพรรณนาความ คือเล่าเรื่องที่ได้เห็นมาแล้วหรือคิดประพันธ์ขึ้น ด้วยมุ่งความไพเราะ หรือความบันเทิง โดยเข้าใจว่า อาจเป็นไปได้เช่นนั้น เช่น การเขียนนวนิยาย หรือการเล่าความจริงจากหลักฐานที่ได้ฟังมา เช่นการเขียนตำนาน เป็นต้น เรียกว่า พรรณนาโวหาร
        ๒. บรรยายโวหาร ได้แก่ การอธิบายข้อความที่ย่อซึ่งยังเคลือบคลุมอยู่ให้เกิดความกระจ่าง เพื่อให้ผู้อ่านผู้ฟังเข้าใจได้ง่าย การแต่งในทำนองนี้มุ่งไปในทางไขปัญหาอันลึกซึ้งสุขุมคัมภีรภาพ ดังเช่นปัญหาว่า พระพุทธศาสนาคืออะไร ? ศีลธรรมคืออะไร ? สติคืออะไร ? สัมปชัญญะคืออะไร ? ดังนี้เป็นต้น แต่ละอย่าง ๆ ต้องอธิบายขยายความออกไปให้ผู้ฟังเห็นเงื่อนงำคำถามและข้อธรรมนั้น ๆ โดยแจ่มแจ้ง เรียกว่า บรรยายโวหาร
         ๓. เทศนาโวหาร ได้แก่ การแต่งทำนองการสอน คือชี้แงหลักธรรมนั้น ๆ ให้ผู้อ่านผู้ฟังยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ เช่น เทศนา หรือกฎหมายเป็นต้น เพื่ออบรมนิสัยให้ประณีตงดงามขึ้น โดยได้ฟังและตรึกตรองพิจารณาเห็นคุณและโทษของสิ่งนั้น ๆ การแต่งทำนองนี้มุ่งให้ผู้อ่านผู้ฟังเกิดฉันทะ อุตสาหะ อันจะนำมาปฏิบัติตาม เรียกว่า เทศนาโวหาร
         ๔. สาธกโวหาร ได้แก่ การบรรยายข้อเปรียบเทียบคือนำข้ออุปมาอุปไมยมาเทียบเคียง เพื่อให้ข้อความที่อธิบายนั้นแจ่มแจ้งดีขึ้น อันได้แก่การยกข้อความอื่นมาเปรียบเทียบกับข้อความที่กล่าวมทาถึงนั้น ชี้แจงให้ชักเจน แสดงข้อความที่เปรียบเทียบนั้นให้เห็นเป็นความจริงยิ่งขึ้นซึ่งมีกิริยาการคล้ายคลึงกัน ดังตัวอย่างว่า           คนที่ขาดสติย่อมเป็นเสมือนเรือที่ขาดหางเสือเครื่องคัดวาดฉะนั้น โดยอธิบายว่า ธรรมดาคนเราทุกๆ คนจะทำจะพูด จะคิดอะไร ต้องมีสติระลึกไว้ก่อนแล้วจึงทำ จึงพูด จึงคิด เมื่อระลึกไว้ก่อนแล้ว สิ่งที่ทำ คำที่พูด และเรื่องที่คิดนั้นก็ไม่ผิดพลาด ย่อมได้รับผลสมประสงค์ เหมือนเรือที่มีหางเสือเครื่องคัดวาดให้หัวเรือแล่นตรงไปสู่จุดหมายปลายทางฉะนั้น หากบุคคลผู้จะทำ จะพูด จะคิด ขาดสติ แล้วไซร้ การที่ทำ คำที่พูด และเรื่องที่คิด ก็จะผิดพลาด ไม่ได้ผลสมประสงค์เหมือนเรือที่ขาดหางเสือ แล่นเปะปะ ไม่ตรงไปถึงจุดหมายหลายทาง และมีแต่จะกระทบกระทั่งสิ่งต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นอันตราย ฉะนั้น หรือจะยกเรื่องอื่น ๆ เช่นนิทานชาดกเป็นต้น มาเปรียบเทียบให้เห็นเป็นตัวอย่าง ดังเรื่องพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อครั้งเป็นพระมหาบุรุษทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา เพื่อแสวงหาพระสัมมาสัมโพธิญาณ อันเป็นตัวอย่าง แห่งการบำเพ็ญความเพียรเป็นต้น เรียกว่า สาธกโวหาร
          การแต่งกระทู้ธรรมทุกชั้น ท่านกำหนดให้แต่งด้วยเทศนาโวหาร เทศนาโวหารนั้นประกอบด้วยลักษณะ ๔ ประการ คือ
๑. ชี้แจงเหตุผลให้เห็นตามความเป็นจริง แสดงไปตามลำดับข้อความให้เหมาะแก่กาลเทศะ แก่บุคคลและเรื่องราว ไม่ให้ลักลั่นกัน
๒. โน้มน้าวให้ผู้อ่านผู้ฟังเกิดความเชื่อถือในข้อความตามที่ตนกล่าวนั่น
๓. ให้ผู้อ่านผู้ฟังเกิดฉันทะอุตสาหะที่จะปฏิบัติตาม เช่นตั้งในละชั่วประพฤติดีและให้มีอุตสาหะที่จะทำดีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
๔. ให้ผู้อ่านผู้ฟังเกิดความกล้าหาญร่าเริงในการทำดีที่ได้ทำอยู่แล้วนั้น
ดังนั้น การแต่งหรือเรียงความทั่ว ๆ ไปจะใช้โวหารอะไรเป็นหลักก็ตามจำต้องมีโวหารอื่นแทรกเข้ามาอีกตามควร แม้การเรียงความแก้กระทู้ธรรมก็เช่นเดียวกันใช้เทศนาโวหารเป็นหลัก และต้องแทรกโวหารอีก ๓ นั้นประกอบด้วย เพื่อให้ข้อความพิสดารและเด่นชัดขึ้น การแต่งในทำนองนี้ต้องอธิบายลักษณะของธรรมให้แจ่มแจ้งซึ่งเรียกว่า บรรยายโวหารก่อน ต่อจากนั้นจึงหาเหตุผลอื่นมาประกอบต่อไป เพื่อโน้มน้าวใจผู้ด่อนผู้ฟังให้เกิดฉันทะอุตสาหะขึ้นในตน ตอนนี้เป็นหน้าที่ของเทศนาโวหาร หากเห็นว่าข้อความที่กล่าวนั้นยังเคลือบคลุมหรือไม่มีหลักฐานเพียงพอ จึงนำเอาข้อเปรียบเทียบมาแสดงอีก เพื่อให้ความที่กล่าวมานั้นแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ตอนนี้ เรียกสาธกโวหาร รวมความว่าการแต่งการเขียนจะต้องอาศัยโวหาร ๔ เสมอไป

วิธีเรียงความ
เมื่อนักเรียนเห็นบทธรรมหรือกระทู้ที่ท่านตั้งไว้ พึงตีความหมายของกระทู้ ให้ถูกต้องก่อน แล้วจึงวางโครงเรื่องที่จะอธิบายต่อไป ด้วยการพิจารณาว่ากระทู้นี้กล่าวถึงอะไร เกี่ยวกับธรรมหมวดไหน และจะอธิบายอย่างไรจึงจะให้ผู้อ่านผู้ฟังเกิดศรัทธาปสาทะได้ ดังนี้เป็นต้น จะอธิบายควบกันไปหรือแยกอธิบายเป็นตอน ๆ ก็ได้ ให้รู้จักส่วนที่เป็นเหตุและเป็นผลว่ามีความเกี่ยวเนื่องกันอย่างไร พึงอธิบายให้ประสานกัน เมื่อจะยกภาษิตประกอบอีก ๓ ภาษิต พึงอธิบายท้าวความให้เชื่อมกันหรือในที่อื่น ๆ อย่างน้อย ๓ สุภาษิต ตามกฎเกณฑ์ของสนามหลวงซึ่งได้ประกาศให้ทราบโดยทั่วกันแล้วนั้น .


(ตัวอย่าง)
เรียงความแก้กระทู้ธรรม ธรรมศึกษาชั้นเอก
สอบในสนามหลวง พ.ศ. ๒๕๔๐


สีลเมว อิธ อคฺคํ ปญฺญวา ปน อุตตโม
มนุสฺเสสุ จ เทเวสุ สีลปญฺญญาณโต ชยํ
ศีลเท่านั้นเป็นเลิศในโลก ส่วนผู้ที่มีปัญญาเป็นผู้สูงสุด
ความชนะในหมู่มนุษย์และเทวดาย่อมมีเพราะศีลและปัญญาฯ


          บัดนี้ จักได้อธิบายความแห่งกระทู้ธรรมภาษิต ที่อัญเชิญมาตั้งเป็นอุเทสคาถาข้างต้นนี้ พอเป็นแนวทางแห่งการศึกษาและปฏิบัติธรรมเป็นลำดับไป
          กระทู้ธรรมคาถานี้ แสดงถึงความชนะเป็นที่ยอมรับเป็นที่ยินดีในหมู่มนุษย์และเทวดาว่า ต้องเป็นความชนะที่ได้มาเพราะศีล และปัญญา ฟังแล้วออกจะเป็นเรื่องที่แปลกหูแปลกใจของผู้ที่ห่างจากพระพุทธศาสนา ไม่เคยสนใจในการศึกษาและปฏิบัติธรรม เพราะความชนะในทางคดีโลก ส่วนใหญ่มุ่งแต่ความชนะผู้อื่นเป็นที่ตั้ง เรื่องการชนะตนเองไม่ค่อยคำนึงถึง เมื่อมุ่งแต่จะเอาชนะผู้อื่น ก็ต้องเตรียมพร้อมเรื่องการต่อสู้ทุกๆด้าน ทั้งด้านกำลัง ด้านชั้นเชิง ด้านเชาว์ไวไหวพริบ เป็นต้น เพื่อให้เหนือกว่า ยิ่งกว่าคู่ต่อสู้ ในการบางครั้งมุ่งหวังเพื่อผลคือ ความชนะแก่ตนเองและแก่หมู่คณะของตนจนเกินไป ถึงกับพริกผันปัญญาความพริบไหวที่ถูกต้องยุติธรรม เป็นทุปปัญญาไป ก็จำต้องทำอย่างนี้ก็มี ทุปปัญญานั้นได้แก่ ปัญญาที่เจือด้วยเล่ห์เหลี่ยม กลโกง เอารัดเอาเปรียบ ไม่สุจริตมีประการต่างๆ ความชนะที่ได้มาด้วยวิธีการเช่นนี้ แม้จะยินยอมกันได้ ก็เป็นแต่เพียงเพื่อยุติเท่านั้น แต่หาหยุดสุดสิ้นยินยอมที่แท้จริงไม่ ยังจะต้องมีการต่อสู้ขับเคี่ยวกันต่อไป ไม่มีที่สิ้นสุด ฝ่ายที่พ่ายแพ้ย่อมไม่พอใจ เป็นทุกข์เป็นโศก มีความเคืองแค้น หมายมั่นจองเวรกันต่อไป นานเท่านาน ฝ่ายที่ชนะเป็นฝ่ายก่อเวร ฝ่ายแพ้เป็นฝ่ายจองเวร ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีเวรทั้ง ๒ ฝ่าย ขึ้นชื่อว่าผู้มีเวรแล้ว ย่อมจะมีความสุข ที่แท้จริงไม่ได้ และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ ความไม่เป็นที่ยอมรับ ไม่เป็นที่ปราบปลื้มอนุโมทนาสาธุการในหมู่มนุษย์และเทวดาโดยทั่วหน้า ดังที่กล่าวถึงตามกระทู้ข้างต้นนี้ ความมุ่งหมายของกระทู้นี้ เป็นความมุ่งหมายในทางคดีธรรม หมายถึงความชนะที่บริสุทธิ์ยุติธรรม และมุ่งถึงความชนะตนเองเป็นที่ตั้ง เพราะความชนะเช่นนั้น เป็นความชนะที่ปราศจากเวรภัย ทั้งเป็นที่ยอมรับของมนุษย์ และเทวดาทั้งหลายทั้งปวง ความชนะเช่นนั้นย่อมเกิดมีขึ้นได้ก็เพราะศีลและปัญญา ดังเช่นที่ท่านผู้รู้ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน และท่านได้รับรองและยืนยันว่า ศีลเท่านั้นเป็นเลิศในโลก เพราะศีล ไม่ว่าจะเป็นศีลประเภทใด มีศีล ๕ เป็นต้น ล้วนแต่เป็นข้อปฏิบัติเป็นเครื่องดำเนินของชีวิต ทำชีวิตให้เป็นอยู่อย่างปกติ ที่นั้นก็เป็นสุข ศีลนั้นนอกจากเป็นเลิศในการทำผู้ปฏิบัติ ให้มีความเป็นอยู่อย่างปกติสุขแล้ว ศีลยังเป็นเลิศในด้านปรับปรุงรากฐานของชีวิตให้มั่นคง เป็นที่พึ่ง เป็นบ่อเกิดแห่งคุณธรรมน้อยใหญ่ ให้ตั้งมั่นและเจริญยิ่งๆ ขึ้นไป สมตามเทศนานัยเถรภาษิต ที่มาในขุททกนิกาย เถรคาถาว่า


อาทิ สีลํ ปติฏฺฐา จ กลฺยาณนญฺจ มาตุกํ
ปมุขํ สพฺพธมฺมานํ ตสฺมา สีลํ วิโสธเย
ศีลเป็นที่พึ่งเบื้องต้น เป็นมารดาของกัลยาณธรรมทั้งหลาย
เป็นประมุขของธรรมทั้งปวง เพราะเหตุนั้น ควรชำระศีลให้บริสุทธิ์.


           ศีลจะมีคุณค่า มีประสิทธิภาพ เป็นที่พึ่ง เป็นมารดา เป็นประมุขของความดีทั้งปวงได้ ก็อยู่ที่ผู้ปฏิบัติคอยพิจารณาสำรวจตรวจตรา ชำระศีลของตนให้บริสุทธิ์อยู่เสมอ ไม่ให้ขาดไม่ให้ด่างพร้อย ศีลที่บริสุทธิ์จึงเป็นเลิศในการเป็นเกราะคุ้มครองเวรภัย ทำความระแวง หวาดกลัวให้สลายไป มีความเป็นอยู่เป็นสุขสดใสในโลกสันนิวาสนี้ สมจริงตามพระคาถาบาลี ที่มาในขุททกนิกาย ธรรมบทว่า


สุสุขํ วต ชีวาม เวริเนสุ อเวริโน
เวริเนสุ มนุสฺเสสุ วิหาราม อเวริโน
ในหมู่มนุษย์ผู้มีเวรกัน เราเป็นผู้ไม่มีเวรอยู่ ในหมู่มนุษย์
ผู้มีเวรกัน เราเป็นผู้ไม่มีเวรอยู่ เราจึงเป็นอยู่อย่างเป็นสุขดีหนอ.


           การรักษาศีลให้บริสุทธิ์ เป็นที่มั่นใจในศีลของตนก็ต้องอาศัยปัญญา ปัญญาเป็นเครื่องชำระศีลให้บริสุทธิ์ ศีลนั้นแม้จะเป็นเลิศ ทำให้ปลอดเวรปลอดภัย มีความสุขกายสุขใจได้ ก็อยู่ในระดับของศีลเท่านั้น เพราะศีลเป็นเพียงเบื้องต้น เป็นเครื่องป้องกัน กำจัดได้เฉพาะกิเลสอย่างหยาบ มีทุจริตทางกาย ทางวาจา ปิดกั้นทุคติภูมิ เปิดทางนำไปสู่ทุคติภูมิเท่านั้นศีลเป็นเครื่องอบรมจิตเบื้องต้น ทำจิตให้มีหลัก หนักแน่นเป็นสมาธิที่จะดำเนินไปสู่ระดับสูงยิ่งๆ ขึ้นไป ผู้มีศีลสมบูรณ์ มีสมาธิ มีปัญญาพอประมาณ เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งอริยคุณขั้นสูงสุด คือพระอรหันต์ ปัญญาจึงเป็นคุณขั้นอุดม สามารถกำจัดกิเลสาสวะทั้งอย่างหยาบ อย่างละเอียดให้หมดสิ้นไป ไม่มีส่วนเหลือ เมื่อกล่าวถึงความชนะกันแล้ว ผู้ที่กำจัดกิเลสของตนได้ ไม่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลส ไม่ถูกกิเลสฉุดคร่าพาไป ผู้นั้นชื่อว่า เป็นผู้ชนะตนเอง ผู้ที่ชนะตนเองได้ ได้ชื่อว่าเป็นจอมแห่งผู้ชนะ ความข้อนี้ สมกับพระพุทธวจนะคาถาที่มาใน ขุททกนิกาย ธรรมบทว่า


โย สหสฺสํ สหสฺเสน สงฺคาเม มานุเส ชิเน
เอกญฺจ ชยมตฺตานํ ส เว สงฺคามชุตฺตโม
บุคคลใด พึงชนะหมู่มนุษย์ตั้งพันคูณด้วยพันในสงคราม บุคคลนั้น
(ยังหา) ชื่อว่าเป็นผู้ชนะอย่างสูงในสงครามไม่ ส่วนบุคคลใด พึงชนะ
ตนผู้เดียวได้ บุคคลนั้นแล (ชื่อว่า) เป็นยอดแห่งผู้ชนะในสงคราม.


           ความข้อนี้ พึงเห็นได้จากพระปฏิปทาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ทรงชนะศัตรูหมู่มารคนพาลทั้งปวงเป็นอุทาหรณ์ พระองค์ทรงใช้คุณธรรม คือ ศีลและปัญญา เป็นเครื่องปราบ ทำเหล่าพาลให้สงบราบคาบ โดยไม่รู้สึกตัวว่า ตนเป็นผู้ได้รับความเจ็บช้ำระกำใจ ไม่คิดจองเวรจองภัย เพราะความพ่ายแพ้ มีความสุขด้วยกันทั้งสองฝ่าย และเป็นที่ชื่นชมแซ่ซ้องสาธุการกันทั่วหน้า ปราชญ์ผู้มีปัญญาในอดีตจึงได้บันทึก จารึกเป็นพุทธชยมงคลอัฏฐคาถา สรรเสริญพุทธปฏิปทาที่ทรงมีชัยแก่เหล่าหมู่มารพาลร้ายครั้งยิ่งใหญ่รวม ๘ หน พุทธศาสนิกชนผู้มีศรัทธา ใช้เป็นข้อสวดร้องท่องบ่น จำทรงสืบๆ กันมาจนตราบเท่าทุกวันนี้
สรุปความตามที่ได้บรรยายมา จะเห็นจริงได้ว่า ศีลและปัญญาเป็นปฏิปทาที่ล้ำเลิศประเสริฐสูงสุด ใช้ได้ทั้งเป็นเกราะและอาวุธรักษาตน ทั้งเป็นเครื่องต่อสู้กับเหล่าพาลชนประสบผลคือความมีชัย เป็นที่พึ่งพอใจของมนุษย์และเทวดา สมตามกระทู้ธรรมคาถาที่ตั้งไว้ตอนต้น ซึ่งมีอรรถาธิบายตามที่บรรยายมา ด้วยประการฉะนี้ ฯ