สรุปเนื้อหาสำคัญ (อ่านทบทวนก่อนสอบ)
วิชาเบญจศีล-เบญจธรรม นักธรรมศึกษาชั้นตรี


แนวคำถาม แนวคำตอบ
๑. การฆ่ามนุษย์ผู้หาความผิดมิได้ก็ดี ผู้มีอุปการะแก่ผู้อื่นก็ดี ผู้มีคุณความดีก็ดี มีโทษมาก เพราะเหตุใด ?
๑. การฆ่ามนุษย์ผู้หาความผิดมิได้ หรือไม่ได้ประทุษร้ายตัวและผู้อื่นมีโทษมาก เพราะเว้นจากเหตุจำเป็น การฆ่ามนุษย์ผู้ทำอุปการะแก่ผู้อื่น เช่นมารดาบิดาผู้ทำอุปการะแก่บุตร ครูผู้ทำอุปการะแก่ศิษย์ พ่อบ้านผู้ทำอุปการะแก่ลูกบ้าน เป็นต้น มีโทษมากเพราะไม่เป็นแต่ผลาญชีวิตของผู้นั้นผู้เดียว ย่อมตัดสุขประโยชน์ของผู้อื่นเสียด้วย การฆ่ามนุษย์ผู้มีอุปการคุณคือความดี มีโทษมากเพราะไม่เป็นแต่ผลาญชีวิตเปล่า ย่อมทำลายล้างคุณที่เป็นตัวอย่างให้ผู้อื่นประพฤติตามเสียด้วย.


๒. จงให้ความหมายของคำในเรื่องทรกรรม ดังต่อไปนี้
ใช้การ,กักขัง, นำไป,เล่นสนุก,ผจญสัตว์ฯ
๒. ใช้การ คือ ใช้สัตว์เกินกำลัง ไม่เอาใจใส่ในการบำรุงเลี้ยง
กักขัง คือ ขังสัตว์เลี้ยงไว้ดูเล่น ไม่ดูแลปล่อยให้อดอยาก
นำไป คือ นำสัตว์ไปโดยวิธีให้เกิดความลำบากแก่สัตว์ เช่นหามหิ้ว สุกร เป็ด ไก่ เอาเท้าขึ้นเอาศีรษะลง
เล่นสนุก เช่น ผูกปะทัดที่หางสุนัขแล้วจุด เพื่อให้มันตกใจแล้ววิ่งหนี
ผจญสัตว์ เช่น ชนวัว ชนไก่ กัดปลาฯ

๓. ศีลข้อ ๒ คำว่า ลัก หรือ ปล้น ก็ทราบแล้ว แต่อยากทราบความหมายของคำว่า ฉ้อ (จงอธิบาย)
๓. ฉ้อ ได้แก่ กิริยาที่ถือเอาสิ่งของๆผู้อื่นอันตกอยู่ในมือตน เช่น รับของฝากเขาไว้แล้ว ภายหลังเจ้าของมาเอาคืน ปฏิเสธเสียว่า ไม่ได้รับไว้ หรืออาศัยที่ดินท่านอยู่ ภายหลังกลับว่าเป็นของตัวเองฯ


๔. คำแปลเบญจศีล สิกขาบทที่ ๓ ว่า “เว้นจากประพฤติผิดในกามทั้งหลาย” ดังนี้นั้น คำว่า “กามทั้งหลาย” ในที่นี้ ได้แก่อะไร ? สิกขาบทนี้บัญญัติไว้ด้วยหวังประโยชน์อย่างไร ?
๔. ได้แก่ กิริยาที่รักใคร่กันในทางประเวณีฯ สิกขาบทนี้บัญญัติไว้ด้วยหวังประโยชน์จะป้องกันความแตกร้าวในหมู่มนุษย์ และทำเขาให้ไว้วางใจกันและกันฯ


๕. บรรดาองค์อุโบสถศีลทั้ง ๘ นั้น การล่วงองค์ไหนบ้างเป็นทั้ง สาหัตถิกประโยค และเป็นทั้งอาณัตติกประโยค เป็นโลกวัชชะ และปัณณัตติกวัชชะ เพราะเหตุไร ?
๕. การล่วงองค์ที่ ๑ และที่ ๒ เป็นทั้งสาหัตถิกประโยค และเป็นทั้งอาณัตติกประโยค เพราะการล่วงองค์อุโบสถทั้ง ๒ นั้น เป็นทั้งประโยคเกิดแต่ทำด้วยมือตนเอง และเป็นทั้งประโยคแต่บังคับให้เขาทำ. การล่วง ๕ องค์ข้างต้นเป็นโลกวัชชะ เพราะเป็นโทษที่ชาวโลกควรเว้น ส่วนการล่วง ๓ องค์ข้างปลายนั้นเป็นปัณณัตติกวัชชะ เพราะเป็นโทษที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ ถ้าผู้รักษามีจิตกระด้างฝ่าฝืนล่วงจึงเป็นโทษ ถ้าไม่แกล้งล่วงก็ไม่เป็นโทษฯ


๖. ในองค์อุโบสถศีลข้อที่ ๖ ซึ่งแปลความว่า “ เว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล” ดังนี้นั้น เวลาไหนเรียกว่า “กาล” และเวลาไหนเรียกว่า “วิกาล” ฯ
๖. เวลาตั้งแต่อรุณขึ้นมาแล้วจนถึงเที่ยงวัน เรียกว่า “กาล” คือเป็นกาลบริโภคโภชนะของพระอริยบุคคลมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ไม่นิยมทั่วไป และเวลาตั้งแต่เที่ยงวันแล้วไปจนถึงก่อนอรุณขึ้นเรียกว่า “วิกาล”ฯ

๗. จงเติมข้อความที่ต้องลงในช่องว่างให้สมบูรณ์ ดังต่อไปนี้
ก. คำว่า “สัตว์” ในที่นี้ ประสงค์………….
ข. ผู้มีศีล คือ …………
ค. ความสำรวมในกามนั่น ได้แก่……………
ฆ. อุโบสถ แปลว่า…………
ง. โคปาลอุโบสถ คือ……………
๗. ได้เติมข้อความที่ถูกต้องลงในช่องว่างให้สมบูรณ์ ดังต่อไปนี้..
ก. ทั้งมนุษย์และสัตว์เดรัจฉานที่ยังเป็นอยู่
ข. ผู้มีปกติกายวาจาสะอาดปราศจากโทษ
ค. กิริยาที่ระมัดระวังไม่ประพฤติมักมากในกาม
ฆ. ดิถีวิเศษที่เข้าอยู่ (ด้วยความไม่บริโภค)
ง. อุโบสถที่อุบาสกอุบาสิการักษา มีอาการเหมือนคนรับจ้างเลี้ยงโคฯ

๘. ศีล ต่างจากกัลยาณธรรมอย่างไร เป็นอุปการะแก่กันอย่างไร ?
๘. ศีล ได้แก่ปกติกายและวาจา ที่เว้นจากข้อที่ห้าม เปรียบเหมือนการอาบน้ำ เพราะทำกายวาจาให้สะอาด ส่วนกัลยาณธรรม ได้แก่ การปฏิบัติพิเศษยิ่งไปกว่าศีล เปรียบเหมือนการแต่งตัว เพราะทำจิตของผู้ปฏิบัติให้งดงามขึ้นด้วยคุณธรรมฯ ศีลเป็นอุปกรณ์สนับสนุนกัลยาณธรรม ให้ปราศจากเวรภัยข้าศึก ส่วนกัลยาณธรรม เป็นอุปกรณ์สนับสนุนศีลให้บริสุทธิ์และถาวรมั่นคงฯ


๙. สมาทานศีลแล้วจะรู้ได้อย่างไร จะรู้ได้อย่างไรว่า ศีลที่ตนรักษานั้นยังบริบูรณ์หรือขาด ?
๙. รู้ด้วยองค์ของศีลนั้นๆ เพราะศีลทุกสิกขาบทมีองค์ประกอบอยู่ ถ้าประพฤติล่วงไม่ครบองค์ที่กำหนดไว้ ศีลก็ยังไม่ขาด แต่ทั้งนี้ผู้รักษาจะต้องรู้จักองค์ของศีลนั้นๆด้วย จึงจะรู้ได้ว่า ศีลที่ตนรักษานั้นยังอยู่บริบูรณ์หรือขาด

๑๐. คนทุศีล จะบำเพ็ญกัลยาณธรรมให้บริบูรณ์ได้หรือไม่ ? เพราะเหตุใด ?
๑๐. ไม่ได้ ฯ เพราะศีลเป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้น เป็นมูลรากของกัลยาณธรรม เป็นข้อปฏิบัติพิเศษยิ่งขึ้นไปกว่าศีล เป็นเครื่องอุดหนุนศีลให้ผ่องใส ดียิ่งขึ้นไปในองค์ของศีลนั้นๆ เอง เมื่อไม่มีศีลแล้วกัลยาณธรรมก็เกิดขึ้นไม่ได้ เมื่อพิจารณาตามองค์นั้นๆ ซึ่งเป็นคู่กันก็ย่อมเห็นได้ชัด เช่นคนที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เบียดเบียนผู้อื่นให้ได้รับความลำบาก จะมีเมตตากรุณาแต่ไหน หรือคนที่ประพฤติเป็นโจรขโมย จะจัดว่ามีอาชีพชอบธรรมได้อย่างไร ?


๑๑. ฉายาโจรกรรม คืออะไร ? มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ? การทำลายสิ่งของของผู้อื่นให้เสียหาย เรียกว่าอะไร ?
๑๑. ฉายาโจรกรรม คือ กิริยาที่ทำพัสดุของผู้อื่นให้สูญเสีย และเป็นสินใช้ตกแก่ตนฯ มี ๒ อย่าง คือ ๑) ผลาญ ๒)หยิบ ๓)ฉวยฯ
การทำลายของของผู้อื่นให้สูญหาย เรียกว่า ผลาญ ฯ


๑๒. สุราเมรัย ต่างกันอย่างไร ? และเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทได้อย่างไร ?
๑๒. ต่างกันอย่างนี้ คือ น้ำเมาที่เป็นแต่เพียงของดอง เช่นน้ำตาลเมาต่างๆ ชื่อว่าเมรัย เมรัยนั้นเขากลั่นอีกขั้นหนึ่งเพื่อให้เข้มขึ้น เช่นเหล้าต่างๆ ชื่อว่าสุราฯ สุราและเมรัยนี้ เป็นของทำผู้ดื่มแล้วให้เมาเสียสติอารมณ์ แปรปกติของเขาผู้เป็นคนดี ให้ชั่วไปก็ได้ ที่สุดกิริยาใดที่ชั่วในเวลาเขาเป็นปกติเขาทำไม่ได้กิริยานั้น ในเวลาที่เขาเมาแล้ว เขาทำได้แทบทุกอย่าง ดังนี้แล น้ำเมาคือสุราและเมรัย ได้ชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทฯ


๑๓. การล่วงอุโบสถทั้ง๘ นั้น กล่าวโดยย่อที่สุดมีกี่อย่าง ? คืออะไร ?
๑๓. มี ๒ อย่าง คือ ล่วงทางกายอย่างหนึ่ง ล่วงทางวาจาอย่างหนึ่ง

๑๔. อาชีวัฏฐมกศีล มีกี่อย่าง? อะไรบ้าง ? ไฉนจึงชื่ออย่างนั้น ?
๑๔. อาชีวฏฐมกศีล มี ๘ อย่าง คือ กายกรรม ๓ วจีกรรม ๔ (หมายเอาส่วนที่เป็นกุศลสุจริต) เพิ่มข้อที่ว่า เลี้ยงชีพด้วยความบริสุทธิ์ เข้าอีก ๑ จึงชื่อว่า อาชีวัฏฐมกศีล ฯ ที่ชื่ออย่างนั้นเพราะแปลว่าศีลมีการเลี้ยงชีพบริสุทธิ์เป็นที่คำรบ ๘ ฯ


๑๕. ศีล คืออะไร ?
๑๕. ศีล คือความตั้งใจประพฤติตามบัญญัติที่นักปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น กำหนดวางแผนไว้


๑๖. ศีล เป็นบรรทัดฐานสำหรับให้คนประพฤติเช่นไร ?
๑๖. ประพฤติความดีให้คงที่


๑๗. องค์แห่งศีลอย่างหนึ่งๆ เรียกว่าอะไร ?
๑๗. สิกขาบท


๑๘. ศีลมีองค์ ๕ รวมเรียกว่าอะไร ?
๑๘. เบญจศีล


๑๙. ธรรมคู่กับศีลรวมเรียกว่าอะไร ?
๑๙. กัลยาณธรรม หรือ เบญจธรรม


๒๐. ผู้มีศีล คือใคร ?
๒๐. ผู้มีปกติกายวาจาสะอาด


๒๑. จงชี้ให้เห็นประโยชน์ที่ได้จากการรักษาศีล ?
๒๑. ทำให้ประพฤติคุณธรรมประเภทอื่นมั่นคงขึ้น เป็นเบื้องตนแห่งธรรมทั้งปวง


๒๒. จงเขียนศีล ๕ เรียงลำดับข้อเป็นภาษาไทยมาดู และท่านบัญญัติศีลแต่ละข้อนั้นเพ่งอะไรเป็นใหญ่ จงแสดงธรรม ๕ ที่เป็นคู่กันมาดู ?
๒๒. ๑) เว้นจากการฆ่าสัตว์ ด้วยเพ่งความเมตตาเป็นใหญ่ คู่กับ เมตตากรุณา
๒) เว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยอาการเป็นโจร ด้วยเพ่งความประพฤติชอบธรรมในทรัพย์ของผู้อื่นเป็นใหญ่ คู่กับ สัมมาอาชีวะ
๓) เว้นจากการประพฤติผิดในกาม ด้วยเพ่งความประพฤติไม่ผิดประเวณีเป็นใหญ่ คู่กับ กามสังวร ความสำรวมในกาม
๔) เว้นจากการกล่าวเท็จ ด้วยเพ่งความสัตย์เป็นใหญ่ คู่กับ ความมีสัตย์
๕) เว้นจากการดื่มน้ำเมา คือสุราเมรัย ด้วยเพ่งจะไม่ให้เสียความสำราญและความดีเป็นใหญ่ คู่กับความมีสติรอบคอบ


๒๓. เวร คืออะไร ?
๒๓. เวร คือบาปกรรม ได้แก่การฆ่าสัตว์ เป็นต้น


๒๔. คนสร้างเวรได้อย่างไร ?
๒๔. สร้างเวรได้โดยการฆ่าสัตว์เป็นต้น


๒๕. โลกจะปราศจากเวรได้อย่างไร ?
๒๕. ได้โดยมนุษย์ไม่ก่อเวร รักษาศีล


๒๖. โลกที่ไม่มีการสร้างเวรมีสภาพอย่างไร ?
๒๖. เป็นโลกที่สงบร่มเย็น
สิกขาบทที่ ๑ ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากการทำสัตว์มีชีวิตให้ตกล่วง


๒๗. คำว่าสัตว์ คืออะไร ?
๒๗. มนุษย์และสัตว์เดรัจฉานที่ยังมีชีวิตอยู่


๒๘. ฆ่าสัตว์ที่ชื่อว่าตกอยู่ในฐานะแห่งความโลภได้แก่ฆ่าเช่นไร
๒๘. ปล้น และฆ่าเจ้าทรัพย์ตาย


๒๙. ฆ่าสัตว์ที่ชื่อว่าตกอยู่ในฐานะแห่งความพยาบาท ได้แก่ฆ่าเช่นไร ?
๒๙. ลอบฆ่าผู้มีเวรกับตน


๓๐. การฆ่าสัตว์ ท่านจำแนกว่ามีโทษโดยวัตถุ โดยเจตนา โดยประโยค นั้น หมายความว่าอย่างไร ?
๓๐. วัตถุ หมายถึง สัตว์ผู้ถูกฆ่า, เจตนา คือความจงใจฆ่า, ประโยค คือความพยายาม


๓๑. การฆ่าโดยต่างแห่งวัตถุ มีอะไรบ้าง ?
๓๑. ฆ่ามนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน


๓๒. การฆ่าสัตว์โดยต่างแห่งเจตนา มีอะไรบ้าง ?
๓๒. จงใจและไม่จงใจ


๓๓. การฆ่าสัตว์สำเร็จด้วยประโยค มีอะไรบ้าง ?
๓๓. ฆ่าเองหรือใช้ให้คนอื่นฆ่า


๓๔. ปาณาติบาต คืออะไร ?
๓๔. การทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง หริ ฆ่าสัตว์


๓๕. อนุโลมปาณาติบาต คืออะไร ?
๓๕. การทำสัตว์ให้เดือดร้อน มีกัดปลาเป็นต้น


๓๖. การฆ่ามนุษย์ผู้หาความผิดมิได้ก็ดี ผู้มีอุปการะแก่ผู้อื่นก็ดี ผู้มีคุณความดีก็ดีมีโทษมาก เพราะเหตุใด ?
๓๖. การฆ่ามนุษย์ ผู้หาความผิดมิได้ หรือไม่ได้ประทุษร้ายตัวและผู้อื่น มีโทษมากเพราะเว้นจากเหตุจำเป็น, การฆ่ามนุษย์ ผู้ทำอุการะแก่ผู้อื่น เช่นมารดาบิดา ผู้ทำอุปการะแก่บุตร ครูผู้ทำอุปการะแก่ศิษย์ เป็นต้น มีโทษมาก เพราะไม่เป็นแต่ผลาญชีวิตของคนนั้นผู้เดียว แต่ย่อมตัดสุขประโยชน์ของผู้อื่นเสียด้วย, การฆ่ามนุษย์ผู้มีคุณคือความดี มีโทษมาก เพราะไม่เป็นแต่ผลาญชีวิตเปล่า ย่อมทำลายล้างคุณที่เป็นตัวอย่างให้ผู้อื่นประพฤติ ตามเสียด้วย


๓๗. จงให้ความหมายของคำว่า “ทรกรรมสัตว์” และ “ผจญสัตว์” โดยสรุป
๓๗. ทรกรรมสัตว์ คือความประพฤติเหี้ยมโหดต่อสัตว์อย่างไม่ปราณี
ผจญสัตว์ คือ การให้สัตว์กัดกัน ตีกัน ชนกัน จนได้รับความลำบาก แต่คนดูสนุก


๓๘. ใช้การ, กักขัง, นำไป, เล่นสนุก มีความหมายอย่างไร ?
๓๘. ใช้การ คือ ใช้สัตว์เกินกำลัง ไม่เอาใจใส่ในการบำรุงเลี้ยง
กักขัง คือ ขังสัตว์เลี้ยงไว้ดูเล่น แต่ปล่อยให้อดอยาก
นำไป คือ คือนำสัตว์ไปโดยวิธีให้เกิดความลำบากแก่สัตว์
เล่นสนุก คือ แกล้งสัตว์ให้ได้รับความลำบาก เพื่อตนเองเกิดความสนุก
สิกขาบทที่ ๒ อทินนาทานา เวรมณี เว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยอาการเป็นโจร


๓๙. โจรกรรม คืออะไร ?
๓๙. การถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้


๔๐. ศีลข้อ ๒ บัญญัติขึ้นด้วยหวังประโยชน์อะไร ?
๔๐. หวังจะให้เลี้ยงชีวิตในทางที่ชอบ เว้นจากการเบียดเบียนกันและกัน


๔๑. อนุโลมโจรกรรม คืออะไร ?
๔๑. คือกิริยาที่แสวงหาทรัพย์ในทางที่ไม่บริสุทธิ์ ได้แก่ สมโจร รับซื้อของโจร, ปอกลอก คบคนด้วยมุ่งทรัพย์สมบัติเขาอย่างเดียว, รับสินบน รับทรัพย์ผู้อื่น เพื่อช่วยทำธุระให้เขาในทางที่ผิด


๔๒. กรรโชก, ฉ้อ เป็นโจรกรรมประเภทใด ?
๔๒. กรรโชก หมายถึง กิริยาที่แสดงอำนาจให้เจ้าของทรัพย์ตกใจกลัว แล้วยอมให้ทรัพย์นั้น หรือใช้อาชญาเร่งรัดเอา, ฉ้อ หมายถึง กิริยาที่ถือเอาสิ่งของๆ ผู้อื่นอันตกอยู่ในมือของตน เช่นรับของฝากเขาไว้แล้ว ภายหลังเจ้าของมาเอาคืน แต่ปฏิเสธเสียว่าไม่ได้รับ


๔๓. ฉายาโจรกรรม คืออะไร ? มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
๔๓. กิริยาที่ทำพัสดุของผู้อื่นให้สูญและเป็นสินใช้ตกแก่ตน มี ๒ อย่าง คือ ผลาญ ทำอันตรายทรัพย์พัสดุของผู้อื่น, หยิบฉวย การถือเอาทรัพย์ของผู้อื่นด้วยความมักง่าย


๔๔. จงอธิบายความหมายของคำต่อไปนี้ คือ เจตนา, ตู่, ตระบัด
๔๔. เจตนา คือความจงใจที่จะประพฤติล่วงศีลข้อใดข้อหนึ่ง ด้วยกิเลสที่เบาบางหรือด้วยกำลังกิเลสกล้า
ตู่ คือกิริยาที่ต้องเอาของผู้อื่นซึ่งไม่ตกอยู่ในมือตน
ตระบัด คือกิริยาที่ยืมของเขาแล้วเอาเสีย


๔๕. ศีลข้อที่ ๒ จะสมบูรณ์ได้ต้องมีอะไร ?
๔๕. สัมมาอาชีวะ กำกับ
สิกขาบทที่ ๓ กาเมสุมิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากการประพฤติผิดในกาม


๔๖. คำว่า “กาม” คืออะไร ? บัญญัติสิกขาบทนี้ด้วยหวังประโยชน์อะไร ?
๔๖. “กาม” คือ กิริยาที่รักใคร่ในทางประเวณี, ด้วยหวังประโยชน์จะป้องกันความแตกร้าวในหมู่มนุษย์ และทำเขาให้ไว้วางใจกันและกัน


๔๗. กาเมสุมิจฉาจาร มีโทษหนักโดยวัตถุอย่างไร ?
๔๗. มีโทษหนัก ถ้าเป็นการทำชู้หรือวัตถุที่มีคุณแก่ตน


๔๘. ศีลข้อที่ ๓ จะสมบูรณ์ได้ต้องมีอะไรกำกับ ?
๔๘. ความสำรวมในกาม
สิกขาบทที่ ๔ มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากการกล่าวคำเท็จ


๔๙. จงบอกประเภทของมุสา ที่แสดงไว้ในเบญจศีลมาให้ครบ
๔๙. มี ๗ อย่าง คือ ปด, ทนสาบาน, ทำเล่ห์กระเท่ห์, มารยา, ทำเลศ, เสริมความ, อำความ


๕๐. จงให้ความหมายของคำว่า ทนสาบาน, ทำเล่ห์กระเท่ห์, เสริมความ, อำความ
๕๐. ทนสาบาน คือ กิริยาที่เสียสัตว์ว่า จะพูดความจริงหรือทำตามคำสาบาน แต่ไม่ได้ตั้งใจจริงอย่างนั้น
ทำเล่ห์กระเท่ห์ คือ กิริยาที่อวดอ้างความศักดิ์สิทธิ์อันไม่เป็นจริง
เสริมความ คือ การพูดมุสาโดยอาศัยมูลเดิม แต่เสริมให้มากกว่าที่เป็นจริง
อำความ คือ การพูดมุสาอาศัยมูลเดิม แต่ตัดข้อความที่ไม่พึงประสงค์จะให้รู้ออกเสีย เพื่อให้ผู้ฟังทำความเข้าใจให้กลายเป็นอย่าอื่น คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง


๕๑. องค์ของสิกขาบทที่ ๔ มีอะไรบ้าง ?
๕๑. เรื่องไม่จริง ๑ จิตคิดจะพูดให้ผิด ๑ พยายามพูดออกไป ๑ คนอื่นเข้าใจเนื้อความนั้น ๑


๕๒. ยถาสัญญา, คืนคำ. ถอนคำ คืออะไร ?
๕๒. ยถาสัญญา คือวัตถุ หรือเรื่องไม่จริง แต่ผู้พูดมีเจตนาบริสุทธิ์ พูดตามสำคัญที่ได้ทราบมา, คืนคำ คือรับว่าจะทำแล้วไม่ทำตามที่รับ, ถอนคำ คือรับว่าจะทำ แต่ไม่อาจทำได้ เพราะเหตุสุดวิสัย และบอกให้เขารู้
สิกขาบทที่ ๕ สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี เว้นจากการดื่มน้ำเมา คือสุราเมรัย


๕๓. น้ำเมา ชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่งอะไร ?
๕๓. ความประมาท


๕๔. สุรา คืออะไร ? เมรัย คืออะไร ? จงบอกโทษของการดื่มน้ำเมามา ๓ ข้อ ?
๕๔. สุรา คือเมรัยที่เขากลั่น เพื่อให้รสเข้มข้น ได้แก่เหล้าชนิดต่างๆ เมรัย คือน้ำเมาที่เป็นแต่เพียงของดอง เช่นน้ำตาลเมาต่างๆ
โทษของการดื่มน้ำเมา คือ ๑) เป็นทางเสียทรัพย์ ๒) เป็นเหตุก่อการทะเลาะวิวาท ๓) เป็นเหตุให้เกิดโรค ๔) เป็นเหตุให้เสียชื่อเสียง ๕)เป็นเหตุประพฤติผิดมารยาทน่าอดสู ๖) ทอนกำลังปัญญา


๕๕. สุราเมรัย เป็นที่ตั้งแห่งความประมาทได้อย่างไร ?
๕๕. เพราะสุราเมรัยทำให้ผู้ดื่ม เมาเสียสติอารมณ์ แปรปกติของเขาผู้เป็นคนดี ให้กลายไปเป็นคนชั่วก็ได้ ที่สุดกิริยาใดที่ชั่ว ในเวลาที่เขาเป็นปกติ เขาไม่ทำ ในเวลาที่เขาเมาแล้ว เขาทำกิริยานั้นได้ทุกอย่าง เหตุนี้จึงได้ชื่อว่าเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท


๕๖. ยาบ้า เมื่อเสพแล้วผิดศีลหรือไม่ ?
๕๖. ผิดศีลข้อ ๕ เพราะทำให้เกิดความประมาท
วิรัติ เจตนางดเว้น


๕๗. วิรัต คืออะไร?
๕๗. ความคิดละเว้นข้อหาม


๕๘. สัมปัตตวิรัติ คืออะไร ?
๕๘. คือการเว้นจากวัตถุที่จะพึงล่วงอันเกิดขึ้นเฉพาะหน้า เช่นเห็นสิ่งของอันมีค่าของผู้อื่นวางอยู่ อันตนจะหยิบฉวยไม่ได้ แต่ก็ไม่ถือเอา จิตเกิดงดเว้นขึ้นในขณะนั้นเอง ทั้งๆที่ไม่ได้สมาทานศีลมาก่อน


๕๙.สัมปัตตวิรัติ เกิดขึ้นได้เมื่อไร ?
๕๙. เกิดขึ้นได้เมื่อประจวบกับสัตว์หรือสิ่งของที่ควรจะฆ่า หรือลักได้เป็นต้น แล้วไม่ทำเช่นนั้น คิดงดเว้นขึ้นมาในขณะประสบนั่นเอง


๖๐. สมาทานวรัติ คืออะไร ?
๖๐. ความงดเว้นด้วยอำนาจการถือเป็นกิจวัตร หรืองดเว้นด้วยการสมาทาน


๖๑. จะปฏิบัติสมาทานวิรัติได้อย่างไร ?
๖๑. ปฏิบัติได้โดยคิดงดเว้นไว้ก่อน จากเวลาที่ได้ประจวบกับวัตถุหรือสิ่งของที่จะประพฤติล่วง


๖๒. สมุจเฉทวิรัติ คืออะไร ?
๖๒. คือความเว้นด้วยตัดขาด มีอันไม่ทำอย่างนั้นเป็นปกติ


๖๓. วิรัติอะไรที่สามัญชนถือไม่ได้ ?
๖๓. สมุจเฉทวิรัติ กัลยาณธรรมข้อที่ ๑ เมตตา - กรุณา


๖๔. เมตตา คืออะไร ? กรุณา คืออะไร ?
๖๔. เมตตา ได้แก่ความคิดปรารถนาจะให้เขาเป็นสุข ตนได้สุขสำราญแล้ว อยากให้ผู้อื่นได้บ้าง, กรุณา ได้แก่ความคิดปรารถนาจะให้เขาปราศจากทุกข์ เมื่อเห็นทุกข์เกิดขึ้นแก่ผู้อื่น ก็พลอยหวั่นใจไปด้วย


๖๕. เมตตากำจัดกิเลสอะไรได้ ?
๖๕. พยาบาท


๖๖. กรุณากำจัดกิเลสอะไรได้ ?
๖๖. วิหิงสา


๖๗. คนใจจืด คือใคร ? คนใจดำ คือใคร ?
๖๗. คนใจจืด หมายถึง คนผู้ใดถึงเวลาที่เขาควรจะได้เมตตาจากตัว อาจอยู่และหาเหตุขัดข้องมิได้ แต่หาแสดงไม่ เช่นมีลูกแล้วไม่เอาธุระเลี้ยงดูรักษา พบคนขัดสนอดข้าวไม่มีจะบริโภคมาถึงเฉพาะหน้า และตนอาจอยู่แต่หาให้ไม่, คนใจดำ หมายถึง คนผู้ใดอาจอยู่แต่หาแสดงไม่ เช่นเห็นคนเรือล่มที่น่ากลัวจะเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ไม่ยอมช่วยเขา หรือพบเห็นคนเจ็บตามทาง ไม่มีใครอุปถัมภ์ ตนก็ผ่านไปด้วยไม่สมเพชและไม่ขวนขวายอย่างใดอย่างหนึ่ง
กัลยาณธรรมข้อที่ ๒ สัมมาอาชีวะ
กัลยาณธรรมข้อที่ ๓ ความสำรวมในกาม


๖๘. ความสำรวมในกาม คืออะไร ?
๖๘. กิริยาที่ระมัดระวังไม่ประพฤติมักมากในกาม


๖๙. สทารสันโดษ คืออะไร ?
๖๙. คือชายผู้ได้ภรรยาแล้ว ก็พอใจด้วยภรรยาของตน ช่วยกันหาเลี้ยงชีพ เลี้ยงดูกันไม่ละทิ้ง ไม่ผูกสมัครรักใคร่ผู้หญิงอื่นอีก

๗๐. ปติวัติ คืออะไร ?
๗๐. หญิงผู้มีสามีแล้ว ก็เอาใจใส่บำเรอสามีของตนทุกอย่างไป ตามที่ภรรยาจะทำได้ดีที่สุด ผูกสมัครรักใคร่แต่ในสามีของตน ที่สุดเมื่อสามีของตนตายไปก่อนแล้ว ก็ไม่มีสามีใหม่ ไม่ผูกสมัครรักใคร่ในชายอื่นอีก
กัลยาณธรรมข้อที่ ๔ ความมีสัตย์


๗๑. ความมีสัตย์ มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ?
๗๑. มี ๔ ประเภท คือ ๑) ความเที่ยงธรรม ๒) ความซื่อตรง ๓) ความสวามิภักดิ์ ๔) ความกตัญญู


๗๒. ความเที่ยงธรรม คืออะไร ?
๗๒. การไม่ทำผิดกิจด้วยอำนาจอคติ ๔ ประการ


๗๓. ความซื่อสัตย์ คืออะไร ?
๗๓. ความประพฤติตนเป็นคนตรง กัลยาณธรรมข้อที่ ๕ ความมีสติรอบคอบ


๗๔. ความเลินเล่อในการงาน คืออะไร ?
๗๔. ความประพฤติทอดธุระเพิกเฉยไม่เอาใจใส่ ไม่ประกอบให้ชอบแก่กาลเทศะ ปล่อยให้งานอากูลเสื่อมเสีย ตัวอย่างพึงเห็นในการเลี้ยงชีพ เช่นทำนาไม่ทันตามฤดูกาล ค้าขาย ก็ไม่รู้จักคราวที่ตนต้องการ ทำงานราชการก็ไม่เข้าใจวิธีดำเนินและรักษาระเบียบ บุคคลเช่นนี้ ย่อมไม่ประสบผลสำเร็จดังที่หมาย


๗๕. ความมีสัมปชัญญะในการประพฤติตัว จะพึงเห็นได้ในบุคคลเช่นใด ?
๗๖. จะพึงเห็นได้ในบุคคลผู้ประกอบกิจใดๆ ก็ตริตรองให้เห็นก่อนว่าจะมีคุณหรือมีโทษ ควรทำหรือไม่ควรทำ ถ้าควรก็ทำ ถ้าไม่ควรก็ไม่ทำ ถึงจะพูดอะไรก็ระวังวาจา เมื่อพูดแล้วก็ไม่คืนคำ ไม่ทำการที่จะนำความเสียหายมาสู่ตนและผู้อื่น จะคิดทำอะไรก็จะมีหลักฐานข้อมูล ตรวจทางได้ทางเสียก่อน แล้วจึงทำกิจนั้น บุคคลเช่นนี้ ย่อมมีปกติทำอะไรไม่ผิดในกิจที่เป็นนิสัยของตน


อุโบสถศีล
แนวคำถาม แนวคำตอบ


๗๖. อุโบสถ แปลว่าอย่างไร ?
๗๖. แปลว่า การเข้าจำ


๗๗. ปักขอุโบสถ หมายถึงการรักษาอุโบสถอย่างไร ?
๗๗. การรักษาอุโบสถที่รักษาในวัน ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ


๗๘. ศีลอุโบสถ มีกี่ข้อ ?
๗๘. ๘ ข้อ


๗๙. อุโบสถมีกี่ประเภท ? อะไรบ้าง ?
๗๙. มี ๓ ประเภท คือ
๑) โคปาลอุโบสถ คืออุโบสถที่มีการรักษาเหมือนกับคนรับจ้างเลี้ยงโค
๒) นิคัณฐอุโบสถ คือการรักษาอุโบสถอย่างวิธีพวกนิครนถ์ เป็นการเลือกเว้นตามใจชอบ
๓) อริยอุโบสถ คือการรักษาอุโบสถศีลให้บริบูรณ์ด้วยความตั้งใจจริง


๘๐. ปฏิชาครอุโบสถ คืออะไร ?
๘๐. คือการรักษาอุโบสถในเดือนหนึ่งรวม ๑๑ วัน


๘๑. ปาฏิหาริกปักขอุโบสถ คืออะไร ?
๘๑. คืออุโบสถที่รักษาตลอด ๔ เดือน ในฤดูฝน


๘๒. เอกัชฌสมาทาน คืออะไร ?
๘๒. คือการสมาทานอุโบสถศีลคราวเดียวพร้อมกัน


๘๓. อุโบสถศีลข้อ ๑ มีองค์เท่าไร ?
๘๓. มีองค์ ๕ คือ สัตว์มีชีวิต, รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต, จิตคิดจะฆ่า, พยายามฆ่าที่เกิดจากจิตนั้น, สัตว์นั้นตายด้วยความพยายามนั้น


๘๔. อุโบสถศีลข้อ ๓ สมาทานอย่างไร ?
๘๔. ข้าพเจ้าสมาทานซึ่งสิกขาบท คือเจตนางดเว้นจากประพฤติผิดพรหมจรรย์


๘๕. การล่วงหรือผิดศีลอุโบสถมีกี่อย่าง คืออะไร ?
๘๕. มี ๒ อย่าง คือ ล่วงทางกาย ๑ ล่วงทางวาจา ๑


๘๖. การล่วงศีลอุโบสถด้วยตนเองเรียกว่าอะไร ?
๘๖. สาหัตถิกประโยค


๘๗. ในอุโบสถศีล การล่วงองค์ไหนบ้าง เป็นทั้ง สาหัตถิประโยค (ทำเอง) และอาณัตติกประโยค(ใช้ให้คนอื่นทำ) เป็นโลกวัชชะ (โทษทางโลก) และปัณณัตติวัชชะ(โทษทางพระพุทธบัญญัติ) เพราะเหตุไร ?
๘๗. การล่วงองค์ที่ ๑ และที่ ๒ เป็นทั้งสาหัตถิกประโยคและอาณัตติกประโยค เพราะการล่วงอุโบสถทั้ง ๒ นั้น เป็นทั้งประโยคเกิดแต่ทำด้วยมือตนเอง และเป็นทั้งประโยคเกิดแต่บังคับให้เขาทำ, การล่วง ๕ องค์ข้างต้น เป็นโลกวัชชะ เพราะเป็นโทษที่ชาวโลกควรเว้น, การล่วง ๓ องค์ข้างปลายเป็นปัณณัตติวัชชะ เพราะเป็นโทษที่พระพุทธเจ้าบัญญัติ ถ้าผู้รักษามีจิตกระด้างฝ่าฝืนล่วง จึงเป็นโทษ ถ้าไม่แกล้งล่วง ก็ไม่เป็นโทษ


๘๘. อุโบสถศีลข้อไหนบ้าง ที่ใช้ให้เขาทำแล้ว ตนเองศีลไม่ขาด ?
๘๘. ศีลข้อที่ ๓ ไม่เสพเมถุน, ข้อที่ ๔ ไม่พูดปด, ข้อที่ ๕ ไม่เสพสุราเมรัย, ข้อที่ ๖ ไม่ทานอาหารตั้งแต่เที่ยงแล้ว ไปจนถึงวันใหม่, ข้อที่ ๗ ไม่ฟ้อนรำขับร้อง ดูการเล่น ลูบทา ทัดทรงประดับตกแต่งร่างกาย, ข้อที่ ๘ ไม่นั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่


๘๙. ในองค์อุโบสถ ศีลข้อที่ ๖ “เว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล” เวลาไหน เรียกว่า “กาล” เวลาไหนเรียกว่า “วิกาล” ?
๘๙. เวลาตั้งแต่อรุณขึ้นมาแล้วจนถึงเที่ยงวัน เรียกว่า เรียกว่า “กาล” คือ เป็นกาลบริโภคโถชนะของพระอริยบุคคล มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ไม่นิยมทั่วไป, เวลาตั้งแต่เที่ยงวันแล้วไปจนถึงก่อนอรุณขึ้น เรียกว่า “วิกาล”


๙๐. อาชีวัฏฐมกศีล มีกี่อย่าง ? อะไรบ้าง ? ไฉนจึงชื่ออย่างนั้น ?
๙๐. มี ๘ อย่าง คือ กายกรรม ๓ (เว้นจากการฆ่าสัตว์, เว้นจากการลักทรัพย์, เว้นจากการผิดประเวณี) วจีกรรม ๔ (เว้นจากการพูดเท็จ, เว้นจากการพูดส่อเสียด, เว้นจากการพูดคำหยาบ, เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ) (หมายส่วนที่เป็นกุศลสุจริต) เลี้ยงชีพด้วยความบริสุทธิ์ ๑ ฯ ที่ชื่ออย่างนั้นเพราะแปลว่า ศีลมีการเลี้ยงชีพบริสุทธิ์เป็นที่คำรบ ๘