ทุกะ คือ หมวด ๒

ธรรมมีอุปการะมาก ๒ อย่าง

๑. สติ ความระลึกได้
๒. สัมปชัญญะ ความรู้ตัว


       สติ คือ เมื่อก่อนจะทำจะพูดจะคิด ก็มีความนึกได้อยู่เสมอว่า เมื่อทำหรือพูดหรือคิดไปแล้ว จะมีผล เป็นเช่นไร จะดีหรือไม่ดี มีประโยชน์หรือไม่มี ถ้าคนมีสติระลึกได้อยู่เช่นนี้แล้ว จะทำจะพูดจะคิด ก็ไม่ผิดพลาด
       สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัวในขณะเวลากำลังทำหรือพูดหรือคิดเป็นเครื่องสนับสนุนสติให้สำเร็จ ตามความต้องการ
       สติและสัมปชัญญะนี้ ที่ชื่อว่าธรรมมีอุปการะมาก เพราะถ้ามีสติและสัมปชัญญะแล้ว กิจการอย่างอื่นก็สำเร็จ ได้โดยง่ายเพราะมีสติและสัมปชัญญะคอยควบคุมประคับประคองไว้ เหมือนหางเสือเรือที่คอยบังคับเรือ ให้แล่น ไปตามทางฉะนั้น


ธรรมเป็นโลกบาล คือ คุ้มครองโลก ๒ อย่าง
๑. หิริ ความละอายแก่ใจ
๒. โอตตัปปะ ความเกรงกลัว


         หิริ คือ ความละอายต่อใจตนเองเมื่อจะประพฤติทุจริตต่อการทำบาป ทำความชั่วไม่กล้าทำทั้งในที่ลับ และที่แจ้งเกลียดการทำชั่วเหมือนคนชอบสะอาดไม่อยากแตะต้องของสกปรกฉะนั้น
         โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวต่อผลของการทำชั่ว โดยคิดว่าคนทำดีได้ดีคนทำชั่วได้ชั่ว กลัวผลของกรรม นั้นจะตามสนอง จึงไม่กล้าทำความชั่วทั้งในที่แจ้งและที่ลับ
         หิริและโอตตัปปะที่ชื่อว่าธรรมคุ้มครองโลกนั้นเพราะถ้ามนุษย์ทุกคนมีธรรม ๒ ข้อนี้แล้ว โลกก็จะมีแต่ ความสงบสุข ไม่มีเบียดเบียนกันและกันปราศจากความระแวงสงสัยต่าง ๆ ดังนั้นจึงได้ชื่อว่าธรรมคุ้มครองโลก


ธรรมอันทำให้งาม ๒ อย่าง
๑. ขันติ ความอดทน
๒. โสรัจจะ ความเสงี่ยม


ขันติ มี ๓ คือ
๑. อดทนต่อความลำบาก ได้แก่ ทนต่อการถูกทรมานร่างกาย เช่น ทำโทษทุบตีต่าง ๆ พร้อมทั้งอดทนต่อความเจ็บไข้
๒. อดทนต่อการตรากตรำ ได้แก่ ทนทำงานอย่างไม่คิดถึงความลำบาก ทั้งทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ มีหนาวลมร้อนแดดเป็นต้น
๓. อดทนต่อความเจ็บไข้ ได้แก่ ทนต่อคำกล่าวดูถูกเหยียดหยามหรือพูดประชดให้เจ็บใจ
โสรัจจะ คือความเสงี่ยมเรียบร้อย ไม่แสดงความในใจออกมาให้ผู้อื่นรู้เห็น ในเมื่อเขาพูดดูถูกเหยียดหยาม หรือไม่แสดงอาการการดีอกดีใจจนเกินไปในเมื่อได้รับคำยกยอสรรเสริญ


บุคคลหาได้ยาก ๒ อย่าง
๑. บุพพการี บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน
๒. กตัญญูกตเวที บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้ว และตอบแทน


            บุพพการี ได้แก่ ผู้ที่มีพระคุณมาก่อนได้ทำประโยชน์แก่เรามาก่อน จำแนกออกเป็น ๔ ประเภท คือ พระพุทธเจ้า พระมหากษัตริย์ พระอุปัชฌาย์อาจารย์ และบิดามารดา
            กตัญญูกตเวที ได้แก่ ผู้ที่ได้รับอุปการะจากท่านเหล่านั้นแล้วและพยายามทำอุปการะคุณตอบแทนท่านจำแนกออกเป็น ๔ ประเภทเช่นเดียวกัน คือ พุทธบริษัท ราษฎร สัทธิวิหาริก และบุตรธิดา
             คนทั้ง ๒ ประเภทนี้ได้ชื่อว่า บุคคลที่หาได้ยาก เพราะโดยปกติแล้ว มนุษย์ทุกคนจะมีความเห็นแก่ตัว ผู้ที่จะเสียสละ หรือทำตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน และผู้ที่จะทำตอบแทนท่านผู้ที่มีอุปการะมาก่อนก็หาได้แสนยาก เพราะฉะนั้นบุคคลทั้งสองประเภทนี้จึงได้ชื่อว่า “บุคคลหาได้ยาก”

รัตนะ ๓ อย่าง
๑. พระพุทธ ๒. พระธรรม ๓. พระสงฆ์


๑. ท่านผู้สอนให้ประชุมชนประพฤติชอบด้วย วาจา ใจ ตามพระธรรมวินัย ที่พระท่านเรียกว่าพระพุทธศาสนา ชื่อว่า พระพุทธเจ้า
๒. พระธรรมวินัยที่เป็นคำสั่งสอนของท่านชื่อว่า พระธรรม
๓. หมู่ชนที่ฟังคำสั่งสอนของท่านแล้ว ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัยชื่อว่า พระสงฆ์
           พระพุทธพระธรรมพระสงฆ์นี้เรียกว่า ”รัตนะ” เพราะเป็นแก้วอันประเสริฐหาค่ามิได้ ทำให้ชนผู้เลื่อมใสเกิดความยินดีมีความสงบ ไม่เบียดเบียนกันและกันจะหาทรัพย์อื่นเสมอเหมือนไม่มี ประเสริฐกว่าแก้วแหวนเงินทองเพชรนิลจินดาทั้งปวงจึงรวมเรียกว่า “พระรัตนตรัย“


คุณของรัตนะ ๓ อย่าง
- พระพุทธเจ้ารู้ดีรู้ชอบด้วยพระองค์เองก่อนแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้ตามด้วย
- พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปชั่ว
- พระสงฆ์ปฏิบัติชอบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้ตามด้วย


อาการที่พระพุทธเจ้าเจ้าทรงสั่งสอน ๓ อย่าง
๑. ทรงสั่งสอน เพื่อจะให้ผู้ฟังรู้ยิ่งเห็นในธรรมที่ควรรู้ควรเห็น
๒. ทรงสั่งสอนมีเหตุที่ผู้ฟังอาจตรองตามให้เห็นจริงได้
๓. ทรงสั่งสอนเป็นอัศจรรย์ คือผู้ปฏิบัติตามย่อมได้ประโยชน์ โดยสมควรแก่ความปฏิบัติ


โอวาทของพระพุทธเจ้า ๓ อย่าง
๑. เว้นจากทุจริต คือประพฤติชั่ว ด้วยกาย วาจา ใจ.
๒. ประกอบสุจริต คือ ประพฤติชอบ ด้วยกาย วาจา ใจ.
๓. ทำใจของตนให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองใจ มีโลภ โกรธ หลง เป็นต้น


ทุจริต ๓ อย่าง
๑. ประพฤติชั่วด้วยกาย เรียกกายทุจริต
๒. ประพฤติชั่วด้วยวาจา เรียกวจีทุจริต
๓. ประพฤติชั่วด้วย ใจ เรียกมโนทุจริต


กายทุจริต ๓ อย่าง
๑. ฆ่าสัตว์ ๒. ลักฉ้อ ๓. ประพฤติผิดในกาม


วจีทุจริต ๔ อย่าง
๑. พูดเท็จ ๒. พูดส่อเสียด ๓. พูดคำหยาบ ๔. พูดเพ้อเจ้อ


มโนทุจริต ๓ อย่าง
๑.โลภอยากได้ของเขา ๒. พยาบาทปองร้ายเขา ๓. เห็นผิดจากคลองธรรม
ทุจริต ๓ อย่างนี้ เป็นกิจไม่ควรทำ ควรละเสีย


สุจริต ๓ อย่าง
๑. ประพฤติชอบด้วยกาย เรียกกายสุจริต
๒. ประพฤติชอบด้วยวาจา เรียกวจีสุจริต
๓. ประพฤติชอบด้วยใจ เรียกมโนสุจริต


กายสุจริต ๓ อย่าง
๑. เว้นจากฆ่าสัตว์ ๒.เว้นจากลักฉ้อ ๓. เว้นจากประพฤติผิดในกาม


วจีสุจริต ๔ อย่าง
๑. เว้นจากพูดเท็จ ๒. เว้นจากพูดส่อเสียด ๓. เว้นจากพูดคำหยาบ ๔. เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ


มโนสุจริต ๓ อย่าง
๑. ไม่โลภอยากได้ของเขา ๒. ไม่พยาบาทปองร้ายเขา ๓. เห็นชอบตามคลองธรรม
สุจริต ๓ อย่างนี้ เป็นกิจควรทำ ควรประพฤติ.


อกุศลมูล ๓ อย่าง
รากเง่าของอกุศล เรียกอกุศลมูล มี ๓ อย่าง
๑. โลภะ อยากได้ ๒. โทสะ คิดประทุษร้ายเขา ๓. โมหะ หลงไม่รู้จริง
เมื่ออกุศลมูลเหล่านี้ คือ โลภะ โทสะ โมหะ ก็ดี มีอยู่ แล้วอกุศลอื่นที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็เจริญมากขึ้น เหตุนั้นควรละเสีย
เมื่อความโลภเกิดขึ้นแก่ผู้ใดก็จะทำให้ผู้นั้นทำทุจริตต่าง ๆ ได้เช่น ฉกชิงวิ่งราว หรือปล้นสะดมเป็นต้น
เมื่อมีโทสะก็จะทำให้ผู้นั้นเป็นคนดุร้ายขาดเมตตา ไม่พอใจต่อผู้ใดก็มุ่งแต่จะล้างผลาญเขาจึงเป็นเหตุให้ก่อเวรแก่กันและกัน
เมื่อมีโมหะก็จะทำให้ผู้นั้นมืดมนไม่รู้จักสิ่งที่ควรไม่ควรสิ่งที่ผิด หรือชอบ
เมื่อจะทำกิจการใด ๆ ก็จะทำไปตามความพอใจของตน อาจจะเป็นเหตุให้มีโทษมาถึงตัวก็ได้เพราะความโง่เขลาของกตัญญุตา นั่นเองฉะ นั้นท่านจึงกล่าวว่า โลภะ โทสะ โมหะเหล่านี้เป็นรากเง่าของอกุศล


กุศลมูล ๓ อย่าง
รากเง่าของกุศล เรียก กุศลมูล มี ๓ อย่าง คือ
๑. อโลภะ ไม่อยากได้ ๒. อโทสะ ไม่คิดประทุษร้ายเขา ๓. อโมหะ ไม่หลง
ถ้ากุศลมูลเหล่านี้ คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ก็ดี มีอยู่แล้ว กุศลอื่นที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็เจริญมากขึ้น เหตุนั้นควรให้เกิดมีในสันดาน
สัปปุริสบัญญัติ คือ ข้อที่ท่านสัตบุรุษตั้งไว้ ๓ อย่าง
๑. ทาน สละสิ่งของ ๆ ตนเพื่อนเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
๒. ปัพพัชชา ถือบวช เป็นอุบายเว้นจากเบียดเบียนกันและกัน
๓. มาตาปิตุอุปัฏฐาน ปฏิบัติมารดาบิดาของตนให้เป็นสุข
         ทานคือการให้สิ่งของต่าง ๆ ของตนเองแก่ผู้อื่นด้วยความพอใจที่ จะให้จึงเรียกว่าทานท่านจำแนกออกเป็น ๒ อย่าง คืออามิสทาน คือการให้วัตถุสิ่งของต่าง ๆ เป็นต้น และธรรมทานคือการบอกกล่าว สั่งสอนชี้แจงให้คนอื่นรู้บาปบุญคุณโทษ จนถึงประโยชน์สูงสุด คือพระนิพพาน
         ปัพพัชชา คือ การงดเว้น หมายถึงการงดเว้นจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน การปฏิบัติมารดาบิดา คือ การบำรุงท่านให้ได้รับความสุข เลี้ยงดูเอาใจใส่ท่านเมื่อคราวเจ็บไข้ ให้ของใช้สอยต่าง ๆ และประพฤติตามคำสอนของท่าน ให้สมกับที่ท่านเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่เล็ก

อปัณณกปฏิปทา คือปฏิบัติไม่ผิด ๓ อย่าง
๑. อินทรียสังวร สำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ยินดียินร้ายในเวลาเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ
๒. โภชเน มัตตัญญุตา รู้จักประมาณในการกินอาหารแต่พอสมควร ไม่มากไม่น้อย.
๓. ชาคริยานุโยค ประกอบความเพียรเพื่อจะชำระใจให้หมดจด ไม่เห็นแก่นอนมากนัก
          สำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ระวังตาหูจมูกลิ้นกายใจไม่ให้ยินดียินร้ายกับอารมณ์ที่มากระทบเข้า คือเมื่อตาเห็นรูปสวยน่าพอใจ ก็ระวังใจไม่ให้เกิดความยินดีหรือเห็นรูปที่ไม่พอใจก็ระวังไม่ให้เกิดความยินร้ายขึ้นเป็นต้น
          รู้จักประมาณในการบริโภคอาหารนั้น คือไม่บริโภคสนองความอยาก ต้องบริโภคแต่พอประมาณไม่มากหรือน้อยจนเกินไป และให้มีสติอยู่เสมอว่า เราบริโภคเพื่อให้อัตภาพเป็นไปได้วัน ๆ หนึ่งเท่านั้น เว้นของบูดเน่าเสียพร้อมทั้งบริโภคให้ถูกต้องตามกาลเวลา
ประกอบความเพียรของผู้ตื่นอยู่นั้นคือ ผู้ที่จะชำระจิตใจของตนให้หมดจดจากกิเลสทั้งปวง ต้องเป็นผู้ที่ไม่เห็นแก่นอนเมื่อนอน ก็ตั้งใจไว้เสมอว่า จะลุกขึ้นทำความเพียรต่อ


บุญกิริยาวัตถุ ๓ อย่าง
สิ่งเป็นที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญ เรียกบุญกิริยาวัตถุ โดยย่อมี ๓ อย่าง
๑. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน
๒. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
๓. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา
         คำว่าบุญคือ ความดีที่ชำระจิตใจให้บริสุทธิ์บุคคลจะสามารถเจริญบุญนี้ได้ ๓ ทางด้วยกันคือ ด้วยการบริจาคทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา
          การรักษาศีลคือ ระเบียบข้อฝึกหัดกายวาจาให้เรียบร้อยจำแนกออกเป็น ๓ อย่าง คือ
           ศีล ๕ สำหรับคฤหัสถ์ทั่วไป เรียกว่าจุลศีล ศีล ๘ สำหรับอุบาสกอุบาสิกา และศีล ๑๐ สำหรับสามเณรเรียกว่า มัชฌิมศีล ศีล ๒๒๗ สำหรับพระภิกษุ เรียกว่ามหาศีล
            ภาวนา คือการทำใจยังกุศลให้เกิดขึ้น ที่มีอยู่แล้วก็เจริญให้มากขึ้น ภาวนามีอยู่ ๒ อย่าง คือ สมถภาวนา อุบายทำจิตให้สงบจากนิวรณ์ทั้ง ๕ เป็นต้น และวิปัสสนาภาวนา การเจริญปัญญาให้เห็นแจ้งซึ่งไตรลักษณ์คือ ความไม่เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา.


สามัญลักษณะ ๓ อย่าง
         ลักษณะที่เสมอกันแก่สังขารทั้งปวง เรียกสามัญลักษณะ ไตรลักษณะก็เรียก แจกเป็น ๓ อย่าง
๑. อนิจจตา ความเป็นของไม่เที่ยง
๒. ทุกขตา ความเป็นทุกข์ ( ไม่สบายกาย ไม่สบายใจ )
๓. อนัตตตา ความเป็นของไม่ใช่ตน
         สามัญลักษณะทั้ง ๓ นี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ไตรลักษณ์ ที่ได้ชื่อว่าสามัญลักษณะก็เพราะสังขารทั้งปวง จะต้องเป็นไป ในลักษณะเดียวกันหมด ไม่ล่วงพ้นจากลักษณะทั้ง ๓ อย่างนี้ไปได้สังขารในที่นี้ท่านหมายเอาทั้งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต
เพราะความไม่เที่ยงนั้น ทุกสิ่งมีความเกิดขึ้นแล้วก็เปลี่ยนแปลงไปตามสภาวะในที่สุดก็แตกดับสลายไปหาความเที่ยงแท้ถาวรมิได้เลย
        ที่ชื่อว่าความเป็นทุกข์ ก็เพราะจะต้องบำรุงรักษาอยู่ตลอดไปเช่นเจ็บไข้ได้ป่วยเป็นต้น รวมไปถึงความเศร้าโศกเสียใจความรำไร รำพันต่าง ๆ
         ที่ชื่อว่า ไม่ใช่ตนก็เพราะว่าสภาวะของสังขารทุกอย่างไม่สามารถจะตั้งอยู่ในสภาวะเดิมได้เป็นนิรันดร จะต้องแตกสลายสูญหาย ไปตามกาลเวลา.

วุฒิ คือ ธรรมเป็นเครื่องเจริญ ๔ อย่าง
๑. สัปปุริสสังเสวะ คบท่านผู้ประพฤติชอบด้วยกายวาจาใจที่เรียกว่าสัตบุรุษ.
๒. สัทธัมมั สสวนะ ฟังคำสอนของท่านโดยเคารพ.
๓. โยนิโสมนสิการ ตริตรองให้รู้จักสิ่งที่ดีหรือชั่วโดยอุบายที่ชอบ.
๔. ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรมซึ่งได้ตรองเห็นแล้ว


จักร ๔
๑. ปฏิรูปเทสวาสะ อยู่ในประเทศอันสมควร
๒. สัปปุริสูปัสสยะ คบสัตบุรุษ
๓. อัตตสัมมาปณิธิ ตั้งตนไว้ชอบ
๔. ปุพเพกตปุญญตา ความเป็นผู้ได้ทำความดีไว้ในปางก่อน
          ประเทศอันสมควรนั้นคือ ประเทศที่มีสัตบุรุษอาศัยอยู่มีบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณีอุบาสกอุบาสิกาอยู่ มีการบริจาคทานหรือคำสอนของพระพุทธเจ้ายังรุ่งเรืองอยู่
           การคบหาสัตบุรุษนั้น คือการคบหาท่านผู้เป็นสัมมาทิฏฐิประพฤติชอบด้วยกายวาจาใจ และสามารถแนะนำผู้อื่น ให้ตั้งอยู่ในความดีได้เช่น พระพุทธเจ้าเป็นต้น
          การตั้งตนไว้ชอบนั้นคือ บุคคลผู้ไม่มีศีลก็ทำตนให้ตั้งอยู่ในศีล ไม่มีศรัทธาก็ทำตนให้มีศรัทธา ผู้มีความตระหนี่ ก็ทำตนให้เป็นคนถึงพร้อมด้วยการบริจาค
          ความเป็นผู้ได้ทำบุญไว้ในปางก่อน คือ ผู้ที่ได้สั่งสมกุศลกรรมไว้มากในปางก่อนโดยทำปรารภถึงพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระขีณาสพ จึงเป็นเหตุให้นำตนมาเกิดในที่อันสมควรได้คบหากับสัตบุรุษและได้ตั้งตนไว้ชอบเพราะกุศลที่ได้สร้างไว้ในกาลก่อนนี้
ธรรม ๔ อย่างนี้ ดุจล้อรถนำไปสู่ความเจริญ.


อคติ ๔
๑. ลำเอียงเพราะรักใคร่กัน เรียกฉันทาคติ
๒. ลำเอียงเพราะไม่ชอบกัน เรียกโทสาคติ
๓. ลำเอียงเพราะเขลา เรียกโมหาคติ
๔. ลำเอียงเพราะกลัว เรียกภยาคติ
อคติ ๔ ประการนี้ ไม่ควรประพฤติ


อันตรายของภิกษุสามเณรผู้บวชใหม่ ๔ อย่าง
๑. อดทนต่อคำสอนไม่ได้ คือเบื่อต่อคำสั่งสอนขี้เกียจทำตาม
๒. เป็นคนเห็นแก่ปากแก่ท้อง ทนความอดอยากไม่ได้
๓.เพลิดเพลินในกามคุณ ทะยานอยากได้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป
๔. รักผู้หญิง
ภิกษุสามาเณรผู้หวังความเจริญแก่ตน ควรระวังอย่าให้อันตราย ๔ อย่างนี้ย่ำยีได้


ปธาน คือความเพียร ๔ อย่าง
๑. สังวรปธาน เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดขึ้นในสันดาน
๒. ปหานปธาน เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว
๓. ภาวนาปธาน เพียรให้กุศลเกิดขึ้นในสันดาน
๔. อนุรักขนาปธาน เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม
ความเพียร ๔ อย่างนี้ เป็นความเพียรชอบควรประกอบให้มีในตน
          สังวรปธาน ได้แก่เพียรระวังตาหูจมูกลิ้นกายใจไม่ให้เกิดความยินดียินร้ายขึ้นในเมื่อตาเห็นรูปเป็นต้น เพราะเมื่อไม่ระวังแล้วจะเป็นเหตุให้อกุศลเกิดขึ้นครอบงำใจได้
         ปหานปธาน ได้แก่เพียรละความชั่วคือ กามวิตก พยาบาทวิตกและวิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้นกับใจเสีย
         ภาวนาปธาน ได้แก่เพียรทำกุศลให้เกิดขึ้นด้วยการเจริญภาวนาด้วยความมีสติมีความเพียรเป็นต้น
         อนุรักขปธาน ได้แก่เพียรรักษาสมาธิหรือกุศลอันตนเจริญให้เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อมไป


อธิษฐานธรรม คือธรรมที่ควรตั้งไว้ในใจ ๔ อย่าง
๑. ปัญญา รอบรู้สิ่งที่ควรรู้
๒. สัจจะ ความจริงใจ คือประพฤติสิ่งใดก็ให้ได้จริง
๓. จาคะ สละสิ่งที่เป็นข้าศึกแก่ความจริงใจ
๔. อุปสมะ สงบใจจากสิ่งเป็นข้าศึกษาแก่ความสงบ
          ธรรมชาติที่รู้จริงรู้ชัดทราบเหตุผลความดี ความชั่วอย่างถี่ถ้วนชื่อว่า ปัญญา แบ่งออกเป็น ๒ คือโลกิยปัญญา ปัญญาของโลกิยชน และโลกกุตตรปัญญา ปัญญาของพระอริยบุคคลความจริงความสัตย์ที่บุคคลตั้งไว้ จะทำสิ่งใด ก็ตั้งใจทำสิ่งนั้นให้สำเร็จ ไม่ท้อถอย ต่ออุปสรรคใดๆทั้งทางโลกและทางธรรมชื่อว่าสัจจะ.
         สิ่งที่เป็นข้าศึกต่อความจริงใจนั้น กล่าวโดยทั่ว ๆ ไปได้แก่ อุปสรรคความขัดข้องอันเป็นเหตุขัดขวางแก่การทำความจริง เช่นความเกียจคร้าน หรือเจ็บไข้เป็นต้น แต่ในที่นี้ท่านหมายเอากิเลสบางจำพวก ที่ทำให้จิตใจเศร้าหมองกระวนกระวายไม่สงบเช่น โลภะ โทสะ โมหะ หรือนิวรณ์ ๕ เป็นต้นการละอุปสรรคเหล่านี้เสียได้ชื่อว่า จาคะ
         การละโมหะ และกิเลสอันเป็นฝ่ายต่ำซึ่งเป็นข้าศึกแก่ความจริงหรือระงับใจจากอารมณ์ที่มากระทบเข้าจัดเป็นอุปสมะ.

อิทธิบาท คือคุณเครื่องให้สำเร็จความประสงค์ ๔ อย่าง
๑. วิริยะ พอใจรักใคร่ในสิ่งนั้น
๒. วิริยะ เพียรประกอบสิ่งนั้น
๓. จิตตะ เอาใจฝักใฝ่ในสิ่งนั้นไม่วางธุระ
๔. วิมังสา หมั่นตริตรองพิจารณาเหตุผลในสิ่งนั้น
       ความพอใจรักใคร่ในสิ่ง นั้น คือ การที่บุคคลจะประกอบการงานอย่างใดอย่างหนึ่งให้สำเร็จ ต้องมีความพอใจในการงานสิ่งนั้นเสียก่อน ต่อไปจึงมีความเพียรพยายามทำการงานอันนั้นอยู่เสมอเพื่อให้สำเร็จตามความต้องการไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากลำบากคอยเอาใจใส่ดูแลขวนขวายในการงานนั้น และใช้ปัญญาพิจารณาซ้ำอีกว่าการงานนั้นมีผลดีผลร้ายอย่างไรเมื่อบุคคลมีคุณธรรม ๔ อย่างนี้สมบูรณ์แล้วก็จะให้สำเร็จการงานที่ตนประสงค์ไม่ยากนัก.
คุณ ๔ อย่างนี้ มีบริบูรณ์แล้ว อาจชักนำบุคคลให้ถึงสิ่งที่ต้องประสงค์ซึ่งไม่เหลือวิสัย


ควรทำความไม่ประมาทในที่ ๔ สถาน
๑. ในการละกายทุจริต ประพฤติกายสุจริต
๒. ในการละวจีทุจริต ประพฤติวจีสุจริต
๓. ในการละมโนทุจริต ประพฤติมโนสุจริต
๔. ในการละความเห็นผิด ทำความเห็นให้ถูก


อีกอย่างหนึ่ง
๑. ระวังใจไม่ให้กำหนัดในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด
๒. ระวังใจไม่ให้ข้องเกี่ยวในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง
๓. ระวังใจไม่ให้หลงในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง
๔. ระวังใจไม่ให้มัวเมาในอามรณ์เป็นที่ตั้งแห่งการมัวเมา
ธรรม ๒ หมวดนี้ มีใจความชัดเจนอยู่ในตัวเองเพียงพอแล้ว


ปาริสุทธิศีล ๔
พรหมจรรย์สะอาดหมดจด บำเพ็ญศีลพรตเคร่งครัดไม่เป็นที่รังเกียจและติเตียน บางที่เรียกว่า ศีล เพราะศีล ๔ นี้ เหมือนแก่นแห่งธรรมวินัยอันสมบูรณ์สำหรับสมณเพศ
๑. ปาติโมกขสังวรศีล ประพฤติสำรวมตามสิกขาบทวินัยและสังฆกรรม ไม่ละเมิดข้อห้ามของภิกขุ
๒. อินทรีย์สังวรศีล สำรวมอินทรีย์ ๖ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ยินดียินร้าย ในเวลาเห็นรูป ฟังเสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องโผฏฐัพพะ รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ.
๓. อาชีวปาริสุทธิศีล เลี้ยงชีวิตโดยทางที่ชอบไม่หลอกลวงเขาเลี้ยงชีวิต
๔. ปัจจยปัจจเวกขณะ พิจารณาเสียก่อนจึงปริโภคปัจจัย ๔ คือ เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และเภสัชยาคือรักษาโรค ไม่บริโภคด้วยตัณหาด้วยความมัวเมา
          การไม่ประพฤติล่วงพระวินัยบัญญัติที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ตั้งแต่ปาราชิกถึงเสขิยวัตรและไม่ประพฤติล่วงขนบธรรมเนียมธรรม
คือความประพฤติของภิกษุซึ่งเรียกว่าอภิสมาจารจัดเป็นปาฏิโมกขสังวร
         การคอยสำรวมระวังไม่ให้เกิดความยินดียินร้ายในเมื่อรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะและธรรมมารมณ์มากระทบทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ
จัดเป็นอินทรีย์สังวร
         การเลี้ยงชีพชอบนี้หมายเอาการงานที่ทำโดยสุจริตไม่เบียดเบียนคนอื่น ทำให้เขาเดือดร้อนหรือลอกลวงเขาเลี้ยงชีพอันผิดต่อธรรมวินัย การงดเว้นจากกรรมทุจริตเช่นนี้จัดเป็นอาชีวปาริสุทธิศีล
          การบริโภคปัจจัย ๔ คือ เสื้อผ้า(จีวร) อาหารที่อยู่อาศัยและยารักษาโรคพึงนึกพิจารณาก่อนว่าเราบริโภคปัจจัย ๔ เพียงเพื่อบำบัด อันตรายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นเช่น หนาวร้อยแดดฝนเป็นต้นจัดเป็นปัจจัยปัจจเวกขณะ
ที่จัดธรรม ๔ อย่างนี้เป็นอาชีวปาริสุทธิศีลเพราะถ้าบุคคลประพฤติตามธรรมหมวดนี้แล้ว ก็เป็นเครื่องทำศีลให้บริสุทธิ์


อารักขกัมมัฏฐาน
๑. พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณพระพุทธเจ้าที่มีในพระองค์และทรงเกื้อกูลผู้อื่น
๒. เมตตา แผ่ไมตรีจิตคิดจะให้สัตว์ทั้งปวงเป็นสุขทั่วหน้า.
๓. อสุภะ พิจารณาร่างกายตนและผู้อื่นให้เห็นเป็นไม่งาม เป็นสิ่งสกปรกของส่วนประกอบต่างๆในร่างกาย
๔. มรณัสสติ นึกถึงความตายอันจะมีแก่ตน
         การระลึกถึงพระคุณ ๓ อย่างของพระพุทธเจ้าคือ พระปัญญาคุณพระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระองค์ทรงมีเมตตาเกื้อกูล ต่อโลกเรียกว่าพุทธานุสสติ
         การแผ่เมตตาจิตที่ไม่มีเวรไม่มีพยาบาท ปรารถนาให้คนอื่นเป็นสุขทั่วหน้ากัน โดยปราศจากราคะไปในสัตว์ทั้งปวงเรียกว่าเมตตา การแผ่เมตตานี้มี ๒ อย่าง คือ แผ่ไปโดยเจาะจง และแผ่ไปโดยไม่เจาะจง
          การพิจารณาร่างกายโดยละเอียดแยกออกเป็นส่วนต่าง ๆ เช่น ผมขนเล็บฟันเป็นต้นให้เห็นว่าเป็นของไม่สวยงามไม่สะอาดน่ารังเกียจ เป็นของปฏิกูลมีกลิ่นเหม็นเป็นต้นเรียกว่า อสุภะ
           การระลึกถึงความตายอยู่เสมอ ๆ ว่า เราจะต้องตายแน่ ๆ ไม่วันใดก็วันหนึ่งดังนี้ อันเป็นเหตุให้เป็นผู้ไม่ประมาท ให้ได้รีบทำกุศลไว้ก่อนตาย เรียกว่า มรณัสสติ
กัมมัฏฐาน ๔ อย่างนี้ ควรเจริญเป็นนิตย์


พรหมวิหาร ๔
๑. เมตตา ความรักใคร่ ปรารถนาสันติสุขแก่ทุกชีวิต ประสานโลกให้อบอุ่นร่มเย็น ให้เป็นสุข
๒. กรุณา ความสงสาร คิดจะช่วยให้พ้นทุกข์
๓. มุทิตา ความพลอยยินดี เมื่อผู้อื่นได้ดี
๔. อุเบกขา ความวางใจเป็นกลาง ปลงใจวางเฉย เห็นเป็นธรรมดาของโลก
          ความคิดเอ็นดูสงสารปรารถนาเพื่อให้ผู้อื่นเป็นสุขโดยเว้นจากราคะ (ความหวังดีแก่ผู้อื่นเรียกว่าเมตตาควรเจริญในเวลาปกติหรือทั่ว ๆ ไป ผู้เจริญย่อมกำจัดพยาบาทเสียได้
           ความสงสารคิดจะช่วย ผู้อื่นให้พ้นจากทุกข์ภัยต่าง ๆ ที่เขากำลังประสพอยู่ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง ไม่คิดหนีเอาตัวรอดแต่ผู้เดียวเรียกว่ากรุณา ควรเจริญในเวลาที่เขาได้รับทุกข์ร้อนผู้เจริญย่อมกำจัดวิหิงสาเสียได้
          การแสดงความยินดีด้วยกับผู้อื่นเมื่อท่านได้ดี เช่น ได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งเป็นต้นไม่คิดริษยาคนอื่นเมื่อเขาได้ดีเรียกว่า มุทิตา ควรเจริญในเวลาที่เขาได้ดีผู้เจริญย่อมกำจัดอคติและอิจฉาริษยาเสียได้
          การวางเฉยเสียในเวลาที่จะใช้เมตตาและกรุณาไม่เหมาะคือ สุดวิสัยที่จะช่วยเหลือได้ เช่นเห็นงูเห่ากำลังกินกบ เราจะช่วยกบก็ไม่ได้ เพราะจะเป็นอันตรายแก่เราฉะนั้นจึงควรวางเฉยเสียเรียกว่าอุเบกขาควรเจริญในเวลาที่เขาถึงความวิบัติผู้ที่เจริญย่อมกำจัดธรรมคือปฏิฆะ เสียได้
          พรหมวิหารธรรมนี้ได้แก่ ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของท่านผู้ใหญ่พรหมนี้ท่านจำแนกออกเป็น ๒ คือ พรหมโดยอุบัติ ได้แก่ท่านที่บรรลุฌานสมาบัติแล้วไปเกิดเป็นพรหมและพรหมโดยสมมติ ได้แก่ ท่านผู้ใหญ่ เช่น มารดาบิดาผู้มีเมตตากรุณาต่อบุตร.


สติปัฏฐาน ๔
๑. กายานุปัสสนา ๓. จิตตานุปัสสนา
๒. เวทนานุปัสสนา ๔. ธัมมานุปัสสนา
       สติกำหนดพิจารณากายเป็นอารมณ์ว่า กายนี้ก็สักว่ากาย ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา เรียก “กายานุปัสสนา”
       สติกำหนดพิจารณาเวทนา คือ สุข ทุกข์ และไม่ทุกข์ ไม่สุขเป็นอารมณ์ว่า เวทนานี้ก็สักว่าเวทนา ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา เรียกเวทนานุปัสสนา
       สติกำหนดพิจารณาใจที่เศร้าหมอง หรือผ่องแผ้วเป็นอารมณ์ว่า ใจนี้ก็สักว่าใจ ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา เรียกจิตตานุปัสสนา
       สติกำหนดพิจารณาธรรมที่เป็นกุศลหรืออกุศลที่บังเกิดกับใจเป็นอารมณ์ว่า ธรรมนี้ก็สักว่าธรรมไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา เรียกธัมมานุปัสสนา


ธาตุกัมมัฏฐาน ๔
ธาตุ ๔ คือ มวลสสาร เนื้อแท้ วัตถุธรรมชาติดั้งเดิม ได้แก่
๑. ธาตุดิน เรียกปฐวีธาตุ มีลักษณะเข้มแข็ง เห็นเป็นรูป สัมผัสได้ คือ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า.
๒. ธาตุน้ำ เรียกอาโปธาตุ มีลักษณะเหลว ไหลถ่ายเท ทำให้อ่อนนุ่ม ผสมผสานกัน คือ ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร
๓. ธาตุไฟ เรียกเตโชธาตุ มีลักษณะร้อน ยังกายให้อบอุ่น ยังกายให้ทรุดโทรม ไฟยังกายให้กระวนกระวาย ไฟที่เผาอาหารให้ย่อย
๔. ธาตุลม เรียกวาโยธาตุ มีลักษณะที่พัดไปมา พัดไปทั่วร่างกาย ลมพัดขึ้นเบื้องบน ลมพัดไปตามตัว ลมหายใจ
        ควรกำหนดพิจารณากายนี้ให้เห็นว่าเป็นแต่เพียงธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ประ ชุมกันอยู่ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา เรียกว่า ธาตุกัมมัฏฐาน.


อริยสัจ ๔
๑. ทุกข์ คือความไม่สบายกายไม่สบายใจ
๒. สมุทัย คือเหตุให้ทุกข์เกิด
๓. นิโรธ คือความดับทุกข์
๔. มรรค คือข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์
         ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ได้ชื่อว่าทุกข์ เพราะเป็นของทนได้ยาก.
         ตัณหาคือความทะยานอยาก ได้ชื่อว่าสมุทัย เพราะเป็นเหตุให้ทุกข์เกิด
         ตัณหานั้น มีประเภทเป็น ๓ คือตัณหาความอยากในอารมณ์ที่น่ารักใคร่ เรียกว่ากามตัณหา ตัณหาความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ เรียกว่าภวตัณหา ตัณหาความอยากไม่เป็นโน่นเป็นนี่ เรียกว่าวิภาวตัณหา
         ความดับตัณหาได้สิ้นเชิง ทุกข์ดับไปหมดได้ชื่อว่านิโรธ เพราะเป็นความดับทุกข์
         ปัญญาอันเห็นชอบว่าสิ่งนี้ทุกข์ สิ่งนี้ทางให้ถึงความดับทุกข์ ได้ชื่อมรรค เพราะเป็นข้อปฏิบัติติให้ถึงความดับทุกข์


มรรคนั้นมีองค์ ๘ ประการ คือ
๑. สัมมาทิฏฐิ ปัญญาอันเห็นชอบ
๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ
๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ
๔. สัมมากัมมันตะ ทำการงานชอบ
๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ
๖. สัมมาวายามะ ทำความเพียรชอบ
๗. สัมมาสติ ตั้งสติชอบ
๘. สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ

อนันตริยกรรม ๕
๑. มาตุฆาต ฆ่ามารดา
๒. ปิตุฆาต ฆ่าบิดา
๓. อรหันตฆาต ฆ่ าพระอรหันต์
๔. โลหิตุปบาท ทำร้ายพระพุทธเจ้าจนถึงยังพระโลหิตให้ห้อขึ้นไป
๕. สังฆเภท ยังสงฆ์ให้แตกจากกัน
           มารดาบิดาท่านเป็นบุรพการีของบุตรธิดา เมื่อบุตรคนใดฆ่ามารดาบิดาของคนแล้วก็จะได้ชื่อว่า คนอกตัญญู ไม้รู้คุณที่ท่านเลี้ยงดูเรามาแล้ว และเป็นผู้ล้างผลาญวงศ์สกุลของตนเองย่อมจะถูกสังคมดูหมิ่นเหยียดหยามไม่มีคนอยากจะสมาคมด้วย
พระอรหันต์เป็นผู้มีกายวาจาใจสงบระงับ บริสุทธิ์ไม่เบียดเบียนผู้อื่นทั้งเป็นที่นับถือของมหาชน พระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นประมุขของพระพุทธศาสนาเป็นบุรพการีของพุทธบริษัท มีกายวาจาใจสงบไม่เบียดเบียนผู้อื่น เที่ยวสั่งสอนสัตว์โลก เพื่อให้ได้รับรสพระธรรมตามสมควรแต่อัธยาศัยของแต่ละคน ผู้ใดคิดร้ายต่อพระองค์หมายจะปลงพระชนม์เสีย เพียงแต่ทำให้พระโลหิต ห้อขึ้นไปเท่านั้น ก็ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม แล้ว
          สงฆ์หมายเอาภิกษุตั้งแต่ ๔ รูปขึ้นไปผู้ใดยุยง หรือทำลายให้ สงฆ์แตกจากกันเป็นก๊กเป็นหมู่ เหมือนยุยงคนในชาติ ให้แตกความสามัคคีกัน ชื่อว่าได้ทำสังฆเภท
          กรรม๕ อย่างนี้เป็นกรรมหนัก ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพานเหมือนการต้องอาบัติปาราชิกของภิกษุ ห้ามไม่ให้ทำโดยเด็ดขาด คนผู้กล้าทำกรรมเหล่านี้แล้วย่อมจะกล้าทำกรรมอื่นทุกอย่าง อนันตริยกรรมนี้เนื่องจากเป็นกรรมหนักต้องให้ผลก่อนกรรมอื่นทั้งหมด
กรรม ๕ อย่างนี้ เป็นบาปอันหนักที่สุดห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน ตั้งอยู่ในฐานปาราชิกของผู้ถือพระพุทธศาสนา ห้ามไม่ให้ทำเป็นขาด


อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕
๑. ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า เรามีความแก่เป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้.
๒. ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า เรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บไปได้.
๓. ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้.
๔. ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งสิ้น
. ๕. ควรพิจารณาทุกวัน ๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตัว เราทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว.


เวสารัชชกรณธรรม คือ ธรรมทำความกล้าหาญ ๕ อย่าง
๑. สัทธา เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ
๒. สีล รักษากายวาจาให้เรียบร้อย
๓. พาหุสัจจะ ความเป็นผู้ศึกษามาก
๔. วิริยารัมภะ ปรารถความเพียร
๕. ปัญญา รอบรู้สิ่งที่ควรรู้
         ความเชื่อต่อเหตุผล ที่ใช้ปัญญาพิจารณาประกอบจึงได้ชื่อว่าศรัทธาอย่างแท้จริง ถ้าศรัทธาปราศจากปัญญา พิจารณาไตร่ตรอง หาเหตุผลแล้ว ก็อาจจะเป็นความงมงายไปก็ได้
         ศีล คือ ระเบียบหรือข้อปฏิบัติที่จะรักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย          การได้ฟังมามากหรือศึกษาเล่าเรียนมากจนเข้าใจและแตกฉานในพระพุทธวจนะได้ชื่อว่า พาหุสัจจะ          ในธรรมวินัยถ้าได้ศึกษาวิทยาการต่างๆ ทางคดีโลก เช่น นิติศาสตร์ เป็นต้น ชื่อว่าพาหุสัจจะนอกธรรม การเริ่มทำความเพียร ประกอบกิจต่าง ๆ เอาใจฝักใฝ่ไม่ท้อถอยด้วยการลงมือทำชื่อว่า วิริยารัมภะ
          รอบรู้ในสิ่งที่ควรรู้ คือรู้วิทยาการต่าง ๆ ทั้งทางโลกทางธรรมอันหาโทษมิได้ชื่อว่า ปัญญา
           ชนผู้มีธรรม๕ ประการนี้แล้ว ย่อมเป็นผู้แกล้วกล้าไม่หวาดหวั่น เมื่อเข้าไปในที่ประชุมชนไม่สะทกสะท้าน ฉะนั้นวิญญูชน ควรประกอบธรรมเหล่านี้ให้เกิดมีในตน.


องค์แห่งภิกษุใหม่ ๕ อย่าง
๑. สำรวมในพระปาติโมกข์ เว้นข้อที่พระพุทธเจ้าห้าม ทำตามข้อที่ทรงอนุญาต
๒. สำรวมอินทรีย์ คือ ระวัง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ความยินดียินร้ายครอบงำได้ในเวลาที่เห็นรูปด้วยนัยน์ตาเป็นต้น
๓. ความเป็นคนไม่เอิกเกริกเฮฮา
๔. อยู่ในเสนาสนะอันสงัด
๕. มีความเห็นชอบ
ภิกษุใหม่ควรตั้งอยู่ในธรรม ๕ อย่างนี้.


องค์แห่งธรรมกถึก คือ นักเทศน์ ๕ อย่าง
๑. แสดงธรรมไปโดยลำดับ ไม่ตัดลัดให้ขาดความ
๒. อ้างเหตุผลแนะนำให้ผู้ฟังเข้าใจ
๓. ตั้งจิตเมตตาปรารถนาให้เป็นประโยชน์แก่ผู้ฟัง
๔. ไม่แสดงธรรมเพราะเห็นแก่ลาภ
๕. ไม่แสดงธรรมกระทบตนและผู้อื่น คือว่า ไม่ยกตนเสียดสีผู้อื่น.
ภิกษุผู้เป็นธรรมกถึก พึงตั้งองค์ ๕ อย่างนี้ไว้ในตน.


ธัมมัสสวนาอนิสงส์ คือ อานิสงส์แห่งการฟังธรรม ๕ อย่าง
๑. ผู้ฟังธรรมย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
๒. สิ่งใดได้เคยฟังแล้ว แต่ไม่เข้าใจชัด ย่อมเข้าใจสิ่งนั้นชัด
๓. บรรเทาความสงสัยเสียได้
๔. ทำความเห็นให้ถูกต้องได้
๕. จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส


พละ คือ ธรรมเป็นกำลัง ๕ อย่าง
๑. สัทธา ความเชื่อ
๒. วิริยะ ความเพียร
๓. สติ ความระลึกได้
๔. สมาธิ ความตั้งใจมั่น
๕. ปัญญา ความรอบรู้
         สมาธิ คือความที่จิตตั้งมั่นหยุดอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งเมื่อจิตเป็นสมาธิแล้ว ก็มีความบริสุทธิ์ผ่องแผ้วตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ย่อมน้อมไปเพื่อจะบรรลุฌานได้
         ธรรม๕ ประการนี้เป็นธรรมสามัคคีกันต้องมีพอเสมอ ๆ กันถ้ามีศรัทธาอย่างเดียวก็จะเป็นคนมีศรัทธาจริตไปเชื่ออะไรอย่างงมงาย หรือถ้ามีแต่ปัญญาก็จะเป็นคนเจ้ามานะทิฏฐิไปได้ ดังนั้น ธรรมทั้งหมดนี้ควรมีให้พอเหมาะแก่กันและกันจึงจะอำนวยผลให้สำเร็จได้ดี ธรรมหมวดนี้ที่เรียกว่า อินทรีย์นั้นเพราะเป็นใหญ่ในกิจของตนที่เรียกว่าพละนั้น เพราะเป็นกำลังให้สำเร็จในกิจที่ตนกระทำ
อินทรีย์ ๕ ก็เรียก เพราะเป็นใหญ่ในกิจของตน.


นิวรณ์ ๕
ธรรมอันกั้นจิตไม่ให้บรรลุความดี เรียกนิวรณ์ มี ๕ อย่าง
๑. พอใจรักใคร่ในอารมณ์ที่ชอบใจมีรูปเป็นต้น เรียก กามฉันท์
๒. ปองร้ายผู้อื่น เรียก พยาบาท
๓. ความที่จิตหดหู่และเคลิบเคลิ้ม เรียก ถีนมิทธะ
๔. ฟุ้งซ่านและรำคาญ เรียก อุทธัจจกุกกุจจะ
๕. ลังเลไม่ตกลงได้ เรียก วิจิกิจฉา
          การยินดีพอใจในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะและธรรมารมณ์ทั้งปวงอันน่าปรารถนาน่าใคร่น่าพอใจที่ชาวโลก พร้อมทั้งเทวโลกสมมติกันว่าเป็นสุขแต่พระอริยเจ้าเห็นสิ่งเหล่านี้ว่าเป็นทุกข์การยินดีในสุภนิมิตเช่นนี้ เรียกว่า กามฉันท์ ผู้มีกามฉันท์นี้ควรจะเจริญกายาคตาสติ พิจารณาให้เห็นเป็นของปฏิกูล
พยาบาทเกิดขึ้นเพราะความคับแค้นใจ ผู้มีพยาบาทชอบเกลียดโกรธคนอื่นอยู่เสมอ ๆ ควรเจริญเมตตากรุณามุทิตาคิดให้เกิดความรักเมตตาสงสารผู้อื่น
ผู้มีความเกียจคร้านท้อแท้ใจไม่กระตือรือร้น ในการทำงานเรียกว่าถูกถีนมิทธะครอบงำ ควรจะเจริญอนุสสติกัมมัฏฐาน พิจารณาความดีของตนและผู้อื่นเพื่อจะได้มีความอุตสาหะทำงานแก้ความท้อแท้ใจเสียได้
ความฟุ้งซ่านรำคาญ เกิดจากการที่ใจไม่สงบควรเพ่งกสิณให้ใจผูกอยู่ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่งหรือเจริญกัมมัฏฐานให้ใจสังเวช เช่น มรณสติ
ความลังเลไม่ตกลงได้ เนื่องจากไม่ได้พิจารณาให้ละเอียดถี่ถ้วนควรเจริญธาตุกัมมัฏฐานเพื่อที่จะได้รู้สภาวะธรรมตามความเป็นจริง
ธรรมทั้ง๕ ประการนี้เมื่อเกิดกับผู้ใด ย่อมจะเป็นธรรมกั้นจิตมิให้ผู้นั้นบรรลุความดีหรือสิ่งที่ตนประสงค์ได้ ฉะนั้น ผู้หวังความสำเร็จในชีวิตควรเว้นจากนิวรณ์๕ ประการนี้เสีย .


ขันธ์ ๕
กายกับใจนี้ แบ่งออกเป็น ๕ กอง เรียกขันธ์ ๕ คือ
๑. รูป ๒. เวทนา ๓. สัญญา ๔. สังขาร ๕. วิญญาณ
ธาตุ ๔ คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม ประชุมกันเป็นกายนี้ เรียกว่ารูป.
         ความรู้สึกอารมณ์ว่า เป็นสุข คือ สบายกาย สบายใจ หรือเป็นทุกข์ คือไม่สบายกายไม่สบายใจ หรือ เฉย ๆ คือไม่ทุกข์ไม่สุข เรียกว่า เวทนา.
         ความจำได้หมายรู้ คือ จำรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อารมณ์ที่เกิดกับใจได้ เรียกว่า สัญญา.
เจตสิกธรรม คือ อารมณ์ที่เกิด กับใจ เป็นส่วนดี เรียกว่า กุศล เป็นส่วนชั่ว เรียก อกุศล เป็นส่วนกลาง ๆ ไม่ดีไม่ชั่ว เรียก อัพยากฤต เรียกว่า สังขาร.
         ความรู้อารมณ์ในเวลาเมื่อรูปมากระทบตา เป็นต้น เรียกว่าวิญญาณ.
ขันธ์ ๕ นี้ ย่นเรียกว่า นามรูป. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ รวมเข้าเป็นนาม รูปคงเป็นรูป.


คารวะ๖ อย่าง
๑. พุทธคารวตา ความเอื้อเฟื้อ ในพระพุทธเจ้า
๒. ธัมมคารวตา ความเอื้อเฟื้อ ในพระธรรม
๓. สังฆคารวตา ความเอื้อเฟื้อ ในพระสงฆ์
๔. สิกขาคารวตา ความเอื้อเฟื้อ ในความศึกษา
๕. อัปปมาทคารวตา ความเอื้อเฟื้อ ในความไม่ประมาท
๖. ปฏิสันถารคารวตา ความเอื้อเฟื้อ ในปฏิสันถารคือต้อนรับปราศรัย
          การปลูกศรัทธาความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าแล้วแสดงตนเป็นพุทธมามกะ คือนับถือพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐ ด้วยกาย วาจา ใจ ตั้งใจปฏิบัติตามคำสั่งสอน หรือระลึกนึกถึงพระพระคุณของพระองค์อยู่เสมอๆ ให้เกิดความเลื่อมใสยิ่งขึ้น หรือไม่เอาเรื่องของพระพุทธเจ้ามาล้อเล่น เพื่อความสนุกสนานเฮฮา เหล่านี้เป็นต้น ชื่อว่าเคารพในพระพุทธเจ้า การปฏิบัติตามพระธรรมวินัยโดยเคารพหรือหมั่นศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติตามกำลังปัญญาของตนชื่อว่าเคารพในพระธรรม การระลึกถึงความดีของพระสงฆ์แล้วกระทำการกราบไหว้ทำสามีจิกรรมเป็นต้น ชื่อว่าเคารพในพระสงฆ์ การมีความเพียรพยายามศึกษาเล่าเรียนวิทยาการต่าง ๆ ทั้งทางโลกและทางธรรมอันไม่มีโทษ ด้วยการเอาใจใส่ไม่เกียจคร้านมีความอุตสาหะวิริยะประกอบด้วยอิทธิบาท ๔ ชื่อว่าเคารพในการศึกษา
ความเป็นผู้มีสติสมบูรณ์ ไม่ประมาทในธรรมทั้ง ปวงคอยระวังใจไม่ให้กำหนัดขัดเคืองลุ่มหลงมัวเมาในอารมณ์ เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัดเป็นต้น ชื่อว่าเคารพในความไม่ประมาท
การต้อนรับแขกผู้มาเยือนตามฐานานุรูปของเขา ชื่อว่าเคารพในการปฏิสันถารแบ่งออกเป็น ๒ คือ อามิสปฏิสันถาร และธรรมปฏิสันถาร การต้อนรับด้วยการให้อาหารเสื้อผ้าที่พักอาศัยเป็นต้น ชื่อว่าอามิสปฏิสันถาร การต้อนรับด้วยการพูดเชื้อเชิญหรือแสดงตนตามที่ควรชื่อว่า ธรรมปฏิสันถาร.
ภิกษุควรทำคารวะ ๖ ประการนี้.


สาราณิยธรรม ๖ อย่าง
ธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความให้ระลึกถึง เรียกสาราณิยธรรม มี ๖ อย่าง คือ
๑. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตาในเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือช่วยขวนขวายกิจธุระของเพื่อนกันด้วยกาย มีพยาบาลภิกษุไข้เป็นต้น ด้วยจิตเมตตา.
๒. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ในเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ ช่วยขวนขวายในกิจธุระของเพื่อนกันด้วยวาจา เช่นกล่าวสั่งสอนเป็นต้น ด้วยจิตเมตตา.
๓. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ในเพื่อนภิกษุสามเณรทั้งต่อหน้าและลับหลัง คือ คิดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่เพื่อนกัน.
๔. แบ่งปันลาภที่ตนได้มาแล้วโดยชอบธรรมให้แก่เพื่อนภิกษุสามเณร ไม่หวงไว้บริโภคจำเพาะผู้เดียว
๕. รักษาศีลบริสุทธิ์เสมอกันกับเพื่อภิกษุสามเณรอื่น ๆ ไม่ทำตนให้เป็นที่รักเกียจของผู้อื่น.
๖. มีความเห็นร่วมกันกับภิกษุสามเณรอื่น ๆ ไม่วิวาทกับใคร ๆ เพราะมีความเห็นผิดกัน.
ธรรม๖ อย่างนี้ ทำผู้ประพฤติให้เป็นที่รักที่เคารพของผู้อื่น เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์กันและกัน เป็นไปเพื่อความไม่วิวาทกันและกันเป็นไปเพื่อความพร้อมเพรียงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน.


อายตนะภายใน ๖
ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ. อินทรีย์ ๖ ก็เรียก.


อายตะภายนอก ๖
รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ คือ อารมณ์ที่มาถูกต้องกาย, ธรรม คืออารมณ์เกิดกับใจ. อารมณ์๖ ก็เรียก.


วิญญาณ๖
๑. อาศัยรูปกระทบตา เกิดความรู้ขึ้นเรียกจักขุวิญญาณ
๒. อาศัยเสียงกระทบหู เกิดความรู้ขึ้นเรียกโสตวิญญาณ
๓. อาศัยกลิ่นกระทบจมูก เกิดความรู้ขึ้นเรียกฆานวิญญาณ
๔. อาศัยรสกระทบลิ้น เกิดความรู้ขึ้นเรียกชิวหาวิญญาณ
๕. อาศัยโผฏฐัพพะกระทบกาย เกิดความรู้ขึ้นเรียกกายวิญญาณ
๖. อาศัยธรรมเกิดกับใจ เกิดความรู้ขึ้นเรียกมโนวิญญาณ .


สัมผัส ๖
อายตนะภายในมีตาเป็นต้น อายตนะภายนอกมีรูปเป็นต้น วิญญาณมีจักขุวิญญาณเป็นต้นกระทบกัน เรียกสัมผัส มีชื่อตามอายตนะภายในเป็น ๖ คือ
๑. จักขุสัมผัส ๒. โสตสัมผัส ๓. ฆานสัมผัส
๔. ชิวหาสัมผัส ๕. กายสัมผัส ๖. มโนสัมผัส


เวทนา ๖
สัมผัสนั้นเป็น ปัจจัยให้เกิดเวทนา เป็นสุขบ้างทุกข์ บ้าง ไม่ทุกข์ไม่สุขบ้าง มีชื่อตาม
อายตนะภายในเป็น๖ คือ
๑. จักขุสัมผัสสชาเวทนา ๒. โสตสัมผัสสชาเวทนา
๓. ฆานสัมผัสสชาเวทนา ๔. ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา
๕. กายสัมผัสสชาเวทนา ๖. มโนสัมผัสสชาเวทนา
       ธรรม ๕ กลุ่ม เกี่ยวเนื่องกันและกัน กลุ่มละ ๖ อย่าง
อายตนภายใน อายตนภายนอก วิญญาณ สัมผัส เวทนา
ตา รูป จักขุวิญาณ จักขุสัมผัส จักขุสัมผัสสชาเวทนา
หู เสียง โสตวิญญาณ โสตสัมผัส โสตสัมผัสสชาเวทนา
จมูก กลิ่น ฆานวิญญาณ ฆานสัมผัส ฆานสัมผัสสชาเวทนา
ลิ้น รส ชิวหาวิญญาณ ชิวหาสัมผัส ชิวหาสัมผัสสชาเวทนา
กาย โผฏฐัพพะ กายวิญญาณ กายสัมผัส กายสัมผัสสชาเวทนา
ใจ ธัมมารมณ์ มโนวิญญาณ มโนสัมผัส มโนสัมผัสสชาเวทนา


ธาตุ ๖
๑. ปฐวีธาตุ คือ ธาตุดิน ลักษณะแข้นแข็ง รวมตัวเป็นรูปร่าง มองเห็นและสัมผัสได้
๒. อาโปธาตุ คือ ธาตุน้ำ ลักษณะเหลว ซึมซาบหล่อเลี้ยง ทำให้อ่อนนุ่มและเอิบอิ่ม
๓. เตโชธาตุ คือ ธาตุไฟ ลักษณะร้อน ทำให้อบอุ่น ย่อยและเผาไหม้ ป้องกันมิให้บูดเน่า
๔. วาโยธาตุ คือ ธาตุลม ลักษณะเบา พัดเวียนไปมา เกิดความอ่อนไหว
๕. อากาศธาตุ คือ ช่องว่างมีในกาย ลักษณะช่องว่าง ถ่ายเทเคลื่อนไหวไปตลอดร่างกาย ทำให้ยืดหยุ่น
๖. วิญญาณธาตุ คือ ความรู้อะไรได้ ลักษณะรับรู้อารมณ์ ควบคู่ระบบทำงานทั่วร่างกาย

อปริหานิยธรรม ๗ อย่าง
ธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม เป็นไปเพื่อความเจริญฝ่ายเดียว ชื่อว่า อปริหานิยธรรม มี ๗ อย่าง คือ
๑. หมั่นประชุมกันเนื่องนิตย์
๒. เมื่อประชุมก็พร้อมเพรียงกันประชุม เมื่อเลิกประชุมก็พร้อมเพรียงกันเลิกประชุม และพร้อมเพรียงช่วยกันทำกิจที่สงฆ์จะต้องทำ
๓. ไม่บัญญัติสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่บัญญัติขึ้น ไม่ถอนสิ่งที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้แล้ว สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบทตามที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้
๔. ภิกษุเหล่าใดเป็นผู้ใหญ่เป็นประธานในสงฆ์ เคารพนับถือภิกษุเหล่านั้น เชื่อฟังถ้อยคำของท่าน
๕. ไม่ลุอำนาจแก่ความอยากที่เกิดขึ้น
๖. ยินดีในเสนาสนะป่า
๗. ตั้งใจอยู่ว่า เมื่อภิกษุสามเณรซึ่งเป็นผู้มีศีล ซึ่งยังไม่มาสู่อาวาส ขอให้มา ที่มาแล้วขอให้อยู่เป็นสุข
        คนผู้ตั้งอยู่ในคุณธรรม๗ ประการนี้ย่อมจะไม่มีความเสื่อมเลยมีแต่ความเจริญถ่ายเดียว หมั่นประชุมในที่นี้ ท่านหมายเอาการประชุม ที่เป็นสาระประโยชน์ เช่นประชุมสนทนาธรรม สนทนาวินัยหรือด้วยการทำกิจของสงฆ์เป็นต้น เมื่อมีกิจธุระเกิดขึ้น ก็พร้อมใจกันทำงานใหญ่ ๆ ก็จะเป็นอันสำเร็จได้โดยง่ายเพราะความพร้อมเพรียงกันนี่เอง
พุทธบริษัททั้งปวง ช่วยกันปฏิบัติตามพระธรรม วินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้แล้ว ไม่รื้อถอนหรือเพิ่มเติมขึ้นใหม่ อันจะเป็นเหตุให้เกิดความฟั่นเฝือทำให้สัทธรรมปฏิรูปเกิดขึ้นได้เมื่อพุทธบริษัทปฏิบัติตามข้อที่พระพุทธองค์ได้ทรงวางไว้ โดยเคร่งครัดเช่นนี้แล้ว ย่อมได้ชื่อว่าการทำการปฏิบัติ บูชาแด่พระพุทธองค์
การทำความเอื้อเฟื้อ หรือเชื่อฟังคำของพระเถระผู้เป็นใหญ่ เป็นประธาน ได้ชื่อว่ามีความอ่อนน้อม มีความเคารพต่อผู้เป็นใหญ่ด้วย
การลุอำนาจต่อความอยาก คือปล่อยใจให้เป็นไปตามอำนาจของความอยากที่เกิดขึ้นเช่น รักผู้หญิงเป็นต้น คนผู้ข่มใจไม่ให้ทะเยอทะยานไปตามอำนาจของความอยากได้จิตย่อมสงบ และเป็นเหตุนำความสุขมาให้
เสนาสนะป่าอันเป็นที่สงัดจากอารมณ์ภายนอก ซึ่งเป็นข้าศึกต่อความสงบและได้สุขอันเกิดแต่ความวิเวกนั้น
เป็นผู้มีจิตเมตตาต่อเพื่อนภิกษุสามเณรไม่คิดร้ายต่อเขา เมื่อเห็นคนดีมีกิริยามารยาทเรียบร้อยก็ต้องการให้เธอพักอยู่ด้วย ไม่หวงเสนาสนะไว้ผู้เดียว
ธรรม ๗ อย่างนี้ ตั้งอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นไม่มีความเสื่อมเลย มีแต่ความเจริญฝ่ายเดียว.


อริยทรัพย์ ๗
ทรัพย์ คือ คุณความดีที่มีในสันดานอย่างประเสริฐ เรียกอริยทรัพย์ มี ๗ อย่าง คือ
๑. สัทธา เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ.
๒. ศีล รักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย.
๓. หิริ ความละอายต่อบาปทุจริต.
๔. โอตตัปปะ สะดุ้งกลัวต่อบาป.
๕. พาหุสัจจะ ความเป็นคนเคยได้ยินได้ฟังมามากคือจำทรงธรรมและรู้ศีลปวิทยามาก
๖. จาคะ สละให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน.
๗. ปัญญา รอบรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์.
         ทรัพย์เหล่านี้คือความดีที่มีอยู่ในสันดานเป็นทรัพย์ อันประเสริฐดีกว่าทรัพย์ภายนอกมีเงินทองเป็นต้น เพราะเป็นของเนื่องด้วยตนโจรลักเอาไปไม่ได้ทั้งยังเป็นของติดตามตัวเราไปในภพหน้าได้อีกด้วย ฉะนั้นจึงควรประกอบให้มีในตน.
อริยทรัพย์ ๗ ประการนี้ ดีกว่าทรัพย์ภายนอก มีเงินทองเป็นต้น ควรแสวงหาไว้ให้มีในสันดาน.


สัปปุริสธรรม ๗ อย่าง
ธรรมของสั ตบุรุษ เรียกว่า สัปปุริสธรรมมี๗ อย่าง คือ
๑. ธัมมัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเหตุ เช่น รู้จักว่า สิ่งนี้ เป็นเหตุแห่งสุข สิ่งนี้เป็นเหตุแห่งทุกข์.
๒. อัตถัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักผล เช่น รู้จักว่า สุขเป็นผลแห่งเหตุอันนี้ ทุกข์เป็นผลแห่งเหตุอันนี้.
๓. อัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักตนว่า เราว่าโดยชาติตระกูล ยศศักดิ์สมบัติบริวารความรู้และคุณธรรมเพียงเท่านี้ ๆ แล้วประพฤติตนให้สมควรแก่ที่เป็นอยู่อย่างไร.
๔. มัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้ ประมาณ ในการแสวงหาเครื่องเลี้ยงชีวิตแต่โดยทางที่ชอบและรู้จักประมาณในการบริโภคแต่พอควร.
๕. กาลัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักกาลเวลาอันสมควรในอันประกอบกิจนั้น ๆ.
๖. ปริสัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประชุมชนและกิริยาที่จะต้องประพฤติต่อประชุมชนนั้น ๆ ว่า หมู่นี้เมื่อเข้าไปหา จะต้องทำกิริยาอย่างนี้ จะต้องพูดอย่างนี้ เป็นต้น.
๗. ปุคคลปโรปรัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเลือกบุคคลว่า ผู้นี้เป็นคนดี ควรคบ ผู้นี้เป็นคนไม่ดี ไม่ควรคบ เป็นต้น.


สัปปุริสธรรม(อีก) ๗ อย่าง
๑. สัตบุรุษประกอบด้วยธรรม ๗ ประการคือ มีศรัทธา มีความละอายต่อบาป มีความกลัวต่อบาป เป็นคนได้ยินได้ฟังมาก เป็นคนมีความเพียร เป็นคนมีสติมั่นคง เป็นคนมีปัญญา.
๒. จะปรึกษาสิ่งใดกับใคร ๆ ก็ไม่ปรึกษาเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
๓. จะคิดสิ่งใดก็ไม่คิดเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
๔. จะพูดสิ่งใดก็ไม่พูดเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
๕. จะทำสิ่งใดก็ไม่ทำเพื่อจะเบียดเบียนตนและผู้อื่น.
๖. มีความเห็นชอบ มีเห็นว่า ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว เป็นต้น
๗. ให้ทานโดยเคารพ คือเอื้อเฟื้อแก่ของที่ตัวให้ และผู้รับทานนั้น ไม่ทำอาการดุจทิ้งเสีย.


โพชฌงค์ ๗
๑. สติ ความระลึกได้ ความรู้สึกตื่นตัวอยู่เสมอ ไม่ปล่อยอารมณ์เลื่อนลอย
๒. ธัมมวิจยะ ความสอดส่องธรรม โดยลึกซึ้งและแยบคาย
๓. วิริยะ ความเพียร ในการบำเพ็ญสมณธรรมให้สูงยิ่งขึ้น
๔. ปีติ ความอิ่มใจ และดื่มด่ำในรสแห่งโลกุตตรธรรม
๕. ปัสสัทธิ ความสงบใจและอารมณ์ ไร้กิเลสนิวรณ์
๖. สมาธิ ความตั้งใจมั่น มีจิตแน่วแน่เป็นจุดเดียว
๗. อุเบกขา ความวางเฉย จิตปราศจากความโน้มเอียงตามอารมณ์
         สติในที่นี้หมายเอาการระลึกถึงสิ่งที่ทำหรือคำพูดที่พูดแล้วแม้นาน หรือระลึกพิจารณาอารมณ์ในสติปัฏฐาน คือกายเวทนาจิตธรรม ชื่อว่าสติสัมโพชฌงค์
         การพิจารณาคัดเลือกธรรมที่เป็นกุศลว่าควรปฏิบัติคัดเลือกธรรมที่เป็นอกุศลว่าไม่ควรปฏิบัติ และคัดเลือกธรรมที่ควรปฏิบัติคือสมควรแก่ตน ชื่อว่า ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์
         ความเพียรด้วยกายเช่น ขยันหาทรัพย์เป็นต้นชื่อว่า วิริยสัมโพชฌงค์
         ความอิ่มใจปลื้มใจ ในความดีที่ตนปฏิบัติมา หรือในผลที่ปรากฏชื่อว่า ปีติสัมโพชฌงค์
         ความสงบกายสงบใจจากอารมณ์อันฟุ้งซ่านหรือสงบจากอุปกิเลสคือเครื่องทำใจให้เศร้าหมอง มี ๑๖ อย่าง มีอภิชฌาวิสมโลภ เป็นต้นชื่อว่า ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
         ความที่จิตสงบไม่ฟุ้งซ่านตั้งอยู่ในอารมณ์เดียว ชื่อว่า สมาธิสัมโพชฌงค์
          การวางเฉยเป็นกลาง ด้วยใช้ปัญญาพิจารณาซึ่งมีธรรมเป็นอารมณ์ ชื่อว่า          อุเบกขาสัมโพชฌงค์ต่างจากอุเบกขาในพรหมวิหารและอัปปมัญญาเพราะใน ๒ หมวดนั้นมีสัตว์เป็นอารมณ์ .
         เรียกตามประเภทว่า สติสัมโพชฌงค์ไปโดยลำดับจนถึงอุเปกขาสัมโพชฌงค์.

โลกธรรม ๘
ธรรมที่ครอบงำสัตว์โลกอยู่ และสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามธรรมนั้นเรียกว่าโลกธรรม. โลกธรรมนั้นมี ๘ อย่าง คือ
อิฏฐารมณ์ (ทุกคนต้องการ) อนิฏฐารมณ์ (ไม่มีใครอยากได้)
๑. มีลาภ มีสิ่งที่ต้องการสมใจ ๕. ไม่มีลาภ ไม่ได้ครอบครองของที่หวัง
๒. มียศ มีตำแหน่งหน้าที่ถูกใจ ๖. ไม่มียศ ถูกลิดรอนสิทธิและลดตำแหน่ง
๓. สรรเสริญ ชื่อเสียงเด่น ๗. นินทา ถูกติเตียน กล่าวร้าย
๔. สุข ชีวิตผาสุก สดชื่น แจ่มใส ๘. ทุกข์ ทรมานกาย และขมขื่นใจ
          โลกธรรม คือธรรมสำหรับชาวโลกที่ทุกคนจะต้องประสบอย่างหนีไม่พ้น เมื่อโลกธรรมเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว ควรพิจารณาว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา แต่มันไม่เที่ยงเป็นทุกข์มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรรู้ตามความเป็นจริงเช่นนี้ อย่าให้โลกธรรมเหล่านี้ครอบงำจิตใจได้
          ในโลกธรรมเหล่านี้สิ่งที่น่าปรารถนาคือ ลาภยศสรรเสริญสุข เรียกว่า อิฏฐารมณ์ ส่วนที่ไม่น่าปรารถนาคือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ เรียกว่า อนิฏฐารมณ์
           ในโลกธรรม ๘ ประการ นี้ อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น ควรพิจารณาว่า สิ่งนี้เกิดขึ้นแล้วแก่เรา ก็แต่ว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรรู้ตามที่เป็นจริง อย่าให้มันครอบงำจิตได้ คืออย่ายินดีในส่วนที่ปรารถนา อย่ายินร้ายในส่วนที่ไม่ปรารถนา.

ลักษณะตัดสินธรรมวินัย ๘ ประการ
๑. ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อกำหนัดย้อมใจ
๒. ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความประกอบทุกข์
๓. ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความสะสมกองกิเลส
๔. ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความอยากใหญ่
๕. ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความไม่สันโดษยินดีด้วยของมีอยู่ คือมีนี่แล้วอยากได้นั่น
๖. ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ
๗. ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน
๘. ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเลี้ยงยาก
ธรรมเหล่านี้พึงรู้ว่า ไม่ใช่ธรรม ไม่ใช่วินัย ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระศาสดา
๑. ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความคลายกำหนัด
๒. ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความปราศจากทุกข์
๓. ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความไม่สะสมกองกิเลส
๔. ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความอยากอันน้อย
๕. ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความสันโดษยินดีด้วยของมีอยู่
๖. ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความสงัดจากหมู่
๗. ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเพียร
๘. ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเลี้ยงง่าย
      ธรรมเหล่านี้พึงรู้ว่า เป็นธรรม เป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดา.


มรรคมีองค์ ๘
๑. สัมมาทิฏฐิ ปัญญาอันเห็นชอบ คือเห็นอริยสัจ ๔
๒. สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ คือ ดำริจะออกจากกาม ดำริในอันไม่พยาบาท, ดำริในอันไม่เบียดเบียน
๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือเว้นจากวจีทุจริต ๔
๔. สัมมากัมมันตะ ทำการงานชอบ คือเว้นจากกายทุจริต ๓
๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ คือเว้นจากความเลี้ยงชีวิตโดยทางที่ผิด
๖. สัมมาวายามะ เพียรชอบ คือเพียรในที่ ๔ สถาน
๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ คือระลึกในสติปัฏฐานทั้ง ๔
๘. สัมมาสมาธิ ตั้งใจไว้ชอบ คือเจริญฌานทั้ง ๔
ในองค์มรรค ๘ นั้น
- เห็นชอบ, ดำริชอบ สงเคราะห์เข้าในปัญญาสิกขา
- วาจาชอบ, การงานชอบ, เลี้ยงชีวิตชอบ สงเคราะห์เข้าในสีลสิกขา
- เพียรชอบ, ระลึกชอบ, ตั้งใจไว้ชอบ สงเคราะห์เข้าในจิตตสิกขา

มละ คือ มลทิน ๙ อย่าง
๑. โกรธ คือความขัดเคือง ความคิดร้าย
๒. ลบหลู่คุณท่าน คือแสดงอาการเหยียดหยามต่อผู้มีอุปการะคุณ
๓. ริษยา คือความที่ไม่อยากให้คนอื่นได้ดี
๔. ตระหนี่ คือหวงไม่อยากให้คนอื่นได้ดี
๕. มารยา คือทำเล่ห์กลปกปิดความจริง
๖.โอ้อวด คือทรงในความรู้ความสามารถหรือในทรัพย์สมบัติของตน
๗. พูดปด คือพูดหลอกให้คนอื่นเข้าใจผิด
๘. ปรารถนาลามก คือต้องการให้คนอื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติที่ไม่มีในตน
๙. เห็นผิด คือความทำดีไม่ได้ดีเป็นต้น
มลทินนี้คือคุณเครื่องที่ทำความเศร้าหมองแก่จิตเพราะถ้ามีมลทินเหล่านี้แล้วจิตที่บริสุทธิ์สะอาดก็เศร้าหมองไปด้วย เหมือนน้ำใสสะอาดที่เจือด้วยสิ่งของต่าง ๆ จนกลายเป็นน้ำขุนฉะนั้น .

อกุศลกรรมบถ ๑๐
จัดเป็นกายกรรม คือทำด้วยกาย ๓ อย่าง
๑. ปาณาติบาต ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง คือ ฆ่าสัตว์
๒. อทินนาทาน ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยอาการแห่งขโมย
๓. กาเมสุ มิจฉาจาร ประพฤติผิดในกาม
จัดเป็นวจีกรรม คือ ทำด้วยวาจา ๔ อย่าง
๔. มุสาวาท พูดเท็จ
๕. ปิสุณาวาจา พูดส่อเสียด
๖. ผรุสวาจา พูดคำหยาบ
๗.สัมผัปปลาปะ พูดเพ้อเจ้อ
จัดเป็นมโนกรรม คือทำด้วยใจ ๓ อย่าง
๘. อภิชฌา โลภอยากได้ของเขา
๙. พยาบาท พยาบาทปองร้ายเขา
๑๐. มิจฉาทิฏฐิ เห็นผิดจากคลองธรรม
        อกุศลกรรมบถ แปลว่า ทางแห่งกรรมชั่วที่บุคคลไม่ควรประพฤติและปฏิบัติ เพราะอกุศลกรรมเหล่านี้ถ้าทำลงไปแล้ว ย่อมเป็นความเสียหายแก่ผู้กระทำคือ เมื่อมีชีวิตอยู่ย่อมเป็นเหตุให้เสียชื่อเสียงหรือได้รับโทษทัณฑ์ต่าง ๆ เมื่อสิ้นชีวิตไปแล้วย่อมไปสู่ทุคติ หาความสุขไม่ได้เลย .
กรรม ๑๐ อย่างนี้ เป็นทางบาป ไม่ควรดำเนิน


กุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ
จัดเป็นกายกรรม คือทำด้วยกาย ๓ อย่าง
๑. ปาณาติบาต เวรมณี เว้นทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วง คือ ฆ่าสัตว์
๒. อทินนาทาน เวรมณี เว้นถือเอาสิ่งของที่เจ้าของไม่ได้ให้ ด้วยอาการแห่งขโมย
๓. กาเมสุ มิจฉาจาร เวรมณี เว้นจากประพฤติผิดในกาม
จัดเป็นวจีกรรม คือ ทำด้วยวาจา ๔ อย่าง
๔. มุสาวาท เวรมณี เว้นจากการพูดเท็จ
๕. ปิสุณาวาจา เวรมณี เว้นจากการพู ดส่อเสียด
๖. ผรุสวาจา เวรมณี เว้นจากการพูดคำหยาบ
๗.สัมผัปปลาปา เวรมณี เว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ
จัดเป็นมโนกรรม คือทำด้วยใจ ๓ อย่าง
๘. อนภิชฌา ไม่โลภอยากได้ของเขา
๙. อพยาบาท ไม่พยาบาทปองร้ายเขา
๑๐. สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบตามคลองธรรม
        กุศลกรรมบถ๑๐ ประการนี้เป็นทางกุศลซึ่งตรงกันข้ามกับอกุศลกรรมบถที่กล่าวมาแล้ว ควรที่จะประพฤติปฏิบัติ เพราะเป็นความดีเป็นทางบุญ
กรรม ๑๐ อย่างนี้ เป็นทางบุญ ควรดำเนิน.


บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ
๑. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน
๒. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล
๓. ภาวนามัย บุญสำเร็จด้วยการเจริญภาวนา
๔. อปจายนมัย บุญสำเร็จด้วยการประพฤติถ่อมตนแก่ผู้ใหญ่
๕. เวยยาวัจจมัย บุญสำเร็จด้วยการช่วยขวนขวายในกิจที่ชอบ
๖. ปัตติทานมัย บุญสำเร็จด้วยการให้ส่วนบุญ
๗. ปัตตานุโมทนามัย บุญสำเร็จด้วยการอนุโมทนาส่วนบุญ
๘. ธัมมัสสวนมัย บุญสำเร็จด้วยการฟังธรรม
๙. ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม
๑๐. ทิฏฐุชุกัมม์ การทำความเห็นให้ตรง
บุญกิริยาวัตถุแปลว่า วัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งการบำเพ็ญบุญ บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ อย่างนี้ย่นลงใน ทาน ศีล ภาวนา ดังนี้
- ทาน (ปัตติทานมัย,ปัตตานุโมทนามัย)
- ศีล (อปจายนมัย,เวยยาวัจจมัย)
- ภาวนา (ธัมมัสสวนมัย,ธัมมเทสนามัย)
ทิฏฐุชุกัมม์ ย่นลงใน ๓ อย่างอย่าง.


ธรรมที่บรรพชิตควรพิจารณาเนื่องๆ ๑๐ อย่าง
๑. บรรพชิตควรพิจารณาเนื่อง ๆ ว่า บัดนี้เรามีเพศต่างจากคฤหัสถ์แล้ว อาการกิริยาใด ๆของสมณะ เราต้องทำอาการกิริยานั้น ๆ
๒. บรรพชิตควรพิจารณาเนื่อง ๆ ว่า ความเลี้ยงชีวิตของเราเนื่องด้วยผู้อื่น ๆเราควรทำตัวให้เขาเลี้ยงง่าย
๓. บรรพชิตควรพิจารณาเนื่อง ๆ ว่า อาการกายวาจาอย่างอื่นที่เราจะต้องทำให้ดีขึ้นไปกว่านี้ยังมีอยู่อีก ไม่ใช่เพียงเท่านี้
๔. บรรพชิตควรพิจารณาเนื่อง ๆ ว่า ตังของเราเองติเตียนตัวเราเองโดยศีลได้หรือไม่
๕. บรรพชิตควรพิจารณาเนื่อง ๆ ว่า ผู้รู้ใคร่ ครวญแล้ว ติเตียนเราโดยศีลได้หรือไม่
๖. บรรพชิตควรพิจารณาเนื่อง ๆ ว่า เราจะต้องพลัดพรากจากของรักของชอบใจทั้งนั้น
๗. บรรพชิตควรพิจารณาเนื่อง ๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตัว เราทำดีจักได้ดี ทำชั่วจักได้ชั่ว
๘.บรรพชิตควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า วันคืนล่วงไป ๆ บัดนี้ เราทำอะไรอยู่
๙. บรรพชิตควรพิจารณาเนื่อง ๆ ว่า เรายินดีในที่สงัดหรือไม่
๑๐. บรรพชิตควรพิจารณาเนื่อง ๆ ว่า คุณวิเศษของเรามีอยู่หรือไม่ ที่จะให้เราเป็นผู้ไม่เก้อเขินในเวลาเพื่อนพรรพชิตถามในกาลภายหลัง
ธรรม ๑๐ ข้อนี้เป็นธรรมสำหรับบรรพชิตควรพิจารณาอยู่เสมอ ๆ เพื่อจะได้เป็นเครื่องเตือนสติตนเอง ให้ปฏิบัติตามธรรมนองครองธรรมของบรรพชิต .


นาถกรณธรรม คือ ธรรมทำที่พึ่ง ๑๐ อย่าง
๑. ศีล รักษากายวาจาให้เรียบร้อย
๒. พาหุสัจจะ ความเป็นผู้ได้สดับตรับฟังมาก
๓. กัลยาณมิตตตา ความเป็นผู้มีเพื่อนดีงาม
๔. โสวจัสสตา ความเป็นผู้ว่าง่ายสอนง่าย
๕. กิงกรณีเยสุ ทักขตา ความขยันช่วยเอาใจใส่ในกิจธุระของเพื่อนภิกษุสามเณร
๖. ธัมมกามตา ความใคร่ในธรรมที่ชอบ
๗. วิริยะ เพียรเพื่อจะละความชั่วประพฤติความดี
๘. สันโดษ ยินดีด้วยผ้านุ่งผ้าห่ม อาหาร ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค ตามมีตามได้
๙. สติ จำการที่ได้ทำและคำที่พูดแล้วแม้นานได้
๑๐. ปัญญา รอบรู้ในกองสังขารตามเป็นจริงอย่างไร
ธรรมอันเป็นที่พึ่งเหล่านี้เมื่อบุคคลมีไว้ประจำใจแล้วย่อมจะเป็นที่พึ่งของตนเอง ได้ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ย่นนาถกรณธรรมเหล่านี้ลงในไตรสิกขาศีลสิกขาจิตตสิกขาและ ปัญญาสิกขา


กถาวัตถุคือถ้อยคำที่ควรพูด ๑๐ อย่าง
๑. อัปปิจฉกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้มีความปรารถนาน้อย
๒. สันตุฏฐิกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้สันโดษยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้
๓. ปวิเวกกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้สงัดกายสงัดใจ
๔. อสังสัคคกถา ถ้อยคำที่ชักนำไม่ให้ระคนด้วยหมู่
๕. วิริยารัมภกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ปรารภความเพียร
๖. สีลกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ตั้งอยู่ในศีล
๗. สมาธิกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้เกิดความสงบ
๘. ปัญญากถา ถ้อยคำที่ชักนำให้เกิดปัญญา
๙. วิมุตติกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้ทำใจพ้นจากกิเลส
๑๐.วิมุตติญาณทัสสนกถา ถ้อยคำที่ชักนำให้เกิดความรู้ความเห็นในความที่ใจพ้นจากกิเลส
กถาวัตถุคือเรื่องที่ควรพูดบรรพชิตพึงพูดแต่ถ้อยคำที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น ตามเรื่องที่ควรพูดเหล่านี้ ควรเว้นจากการพูดด้วยเดรัจฉานกถาอันไม่เป็นประโยชน์ .


อนุสสติ คือ อารมณ์ควรระลึก ๑๐ ประการ
๑. พุทธานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า
๒. ธัมมานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระธรรม
๓. สังฆานุสสติ ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์
๔. สีลานุสสติ ระลึกถึงศีลของตน.
๕. จาคานุสสติ ระลึกถึงทานที่ตนบริจาคแล้ว
๖. เทวตานุสสติ ระลึกถึงคุณที่ทำบุคคลให้เป็นเทวดา
๗. มรณัสสติ ระลึกถึงความตายที่จะมาถึงตน
๘. กายคตาสติ ระลึกทั่วไปในกาย ให้เห็นว่า ไม่งาม น่าเกลียดโสโครก
๙. อานาปานสติ ตั้งสติกำหนดลมหายใจเข้าออก
๑๐. อุปสมานุสสติ ระลึก ถึงคุณพระนิพพาน ซึ่งเป็นที่ระงับกิเลสและกองทุกข์
อนุสสติ ๑๐ นี้ เป็นอารมณ์ที่เราจะต้องระลึกอยู่เสมอ ๆ เพื่อให้เกิดความไม่ประมาทในการดำรงชีวิตเพราะเมื่อบุคคลผู้ประมาทแล้ว ย่อมจะเป็นที่พึ่งของตนเองไม่ได้ ทำอะไรก็มักที่พลาดไปหมด เพราะฉะนั้น จึงควรที่จะระลึกถึงอนุสสติเหล่านี้ไว้เพื่อตรวจดูตนเองอยู่เสมอ ๆ ว่าเราเป็นอยู่อย่างไรเช่น เรามีความฟุ้งซ่าน ก็กำหนดระลึกถึงอาณาปานสติเพื่อให้ใจสงบเป็นต้น.


อุปกิเลส คือโทษเครื่องเศร้าหมอง ๑๖ อย่าง
๑. อภิชฌาวิสมโลภะ ความโลภอยากได้นั่นอยากได้นี้ แก้ด้วย ทาน จาคะ
๒. โทสะ ใจเหี้ยมโหด มุ้งร้ายหมายชีวิต แก้โดยเมตตา กรุณา พรหมวิหาร
๓. โกธะ โกรธ หงุดหงิดฉุนฉียว แก้ด้วย ขันติ เมตตาพรหมวิหาร
๔. อุปนาหะ เคียดแค้น ผูกใจเจ็บ แก้ด้วย กายคตาสติ
๕. มักขะ ลบหลู่คุณท่าน แก้ด้วย กตัญญูกตเวทิตา
๖. ปลาสะ ตีตนเสมอ คือยกตัวเทียมท่าน แก้ด้วย สัมมาคารวะ
๗. อิสสา ริษยา คือเห็นเขาได้ดี ทนอยู่ไม่ได้ แก้ด้วย มุทิตาพรหมวิหาร
๘. มัจฉริยะ ตระหนี่ ใจแคบ แก้ด้วย มรณัสสติ
๙. มายา มารยา คือเจ้าเล่ห์ แก้ด้วย สัจจะ
๑๐. สาเถยยะ โออวด แก้ด้วย วจีสุจริต
๑๑. ถัมภะ กระด้าง หัวดื้อ แก้ด้วย โสวจัสสตา
๑๒. สารัมภะ แข่งดี คนอื่นสู่ตนไม่ได้ แก้ด้วย อสุภกัมมัฏฐาน
๑๓. มานะ ถือตัว ทนงตัว แก้ด้วย นิวาต
๑๔. อติมานะ ดูหมิ่นเหยียดหยามท่าน แก้ด้วย อปจายนะ
๑๕. มทะ หลงมัวเมา สำคัญผิดเป็นชอบ แก้ด้วย จตุธาตุววัฏฐาน
๑๖. ปมาทะ ประมาท เลินเล่อ แก้ด้วย เจริญกสิณ


โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ
หมายถึง องค์แห่งการตรัสรู้ธรรมของพระพุทธเจ้า คือ
๑. สติปัฏฐาน ๔
๒. สัมมัปปธาน ๔
๓. อิทธิบาท ๔
๔. อินทรีย์ ๕
๕. พละ ๕
๖. โพชฌงค์ ๗
๗. มรรคมีองค์ ๘ ธรรมเหล่านี้เมื่อรวมเข้ากันแล้วก็ได้ ๓๗ ประการพอดี ที่ได้ชื่อว่าโพธิปักขิยธรรมนั้น เพราะเป็นธรรมเป็นไปในฝักฝ่ายแห่งปัญญาตรัสรู้โลกุตตระธรรมและมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า อภิญญาเทสิตธรรม เพราะเป็นธรรมที่พระองค์ทรงแสดง เพื่อความรู้ยิ่งเห็นจริงในธรรมที่ควรรู้ควรเห็น .



คิหิปฏิบัติ คือ ธรรมปฏิบัติสำหรับคฤหัสถ์ หรือฆราวาส


กรรมกิเลส คือกรรมเครื่องเศร้าหมอง ๔ อย่าง
๑. ปาณาติบาต ฆ่าหรือทำลายสัตว์มีชีวิตถึงตาย
๒. อทินนาทาน ลักขโมยทรัพย์สินของผู้อื่นมาครองครอง
๓. กาเมสุมิจฉาจาร ประพฤติผิดจารีตประเวณีทางกามารมณ์
๔. มุสาวาท พูดเท็จ หลอกลวงให้ผู้อื่นเชื่อและเสียประโยชน์


อบายมุข คือ เหตุเครื่องฉิบหาย ๔ อย่าง
บ่อเกิดแห่งความวิบัติ จิตใจเสื่อม ครอบครัวล่มจม ไม่ควรประพฤติ
๑. ความเป็นนักเลงหญิง ประพฤติตนเป็นคนเจ้าชู้ เสเพลมั่วอยู่กับรัก ๆ ใคร่ ๆ
๒. ความเป็นนักเลงสุรา มั่วสุมกับของมึนเมา และสิ่งเสพติดให้โทษ
๓. ความเป็นนักเลงเล่นการพนัน หมกมุ่นเล่นการพนันแบบผีสิ่ง
๔. ความคบคนชั่วเป็นมิตร สนิทชิดเชื้อ และถูกชั กจูง ทำชั่วทุจริต ตามเพื่อนเลว ๆ
โทษ ๔ ประการ ไม่ควรประกอบ ไม่ควรทำ


ทิฏฐธัมมิกัตถประโยนช์ คือประโยชน์ในปัจจุบัน ๔ อย่าง
๑. อุฏฐานสัมปทา เพียรเอาจริงเอาจัง ในการศึกษาเลี้ยงชีพ ธุรกิจ ทุกอย่าง
๒. อารักขสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการรักษาคุ้มครองภารกิจมิให้บกพร่อง ประหยัด
และคุ้มครองทรัพย์สิน
๓. กัลยาณมิตตตา คบเพื่อนเป็นคนดี ไม่คบคนชั่วเป็นมิตร
๔. สมชีวิตา ความเลี้ยงชีวิตและครอบครัว พอควรแก่รายได้และทำที่จำเป็น


สัมปรายิกัตถประโยชน์ คือประโยชน์ภายหน้า ๔ อย่าง
๑. สัทธาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศรัทธา เชื่อมันในหลักธรรม เชื่อกฎของกรรม
๒. สีลสัมปทา ถึงพร้อมด้วยศีล ประพฤติชอบด้วยกายวาจา
๓. จาคสัมปทา ถึงพร้อมด้วยการบริจาค น้ำใจเสียสละ เกื้อกูลผู้อื่นให้มีสุข สบาย
๔. ปัญญาสัมปทา ถึงพร้อมด้วยปัญญา จิตสำนึกผิดชอบชั่วดี รู้ปรัชญาชีวิตเจนจบ


มิตรปฏิรูป คือคนเทียมมิตร
คนที่มิใช่มิตรแท้ ผู้ไม่มีความจริงใจ ไม่ควรคบใกล้ชิด มีลักษณะต่าง ๆ
๑. คนปอกลอก ทำตีสนิทให้วางใจ ปลิ้นปล้อน
๒. คนดีแต่พูด กำนัลด้วยลมปากหวานหว่านล้อม
๓. คนหัวประจบ ทำโอนอ่อนใจเลี้ยงลด ใจคดปากซื่อ
๔. คนชักชวนทางฉิบหาย ชักจูงให้หลงผิดจนเสียตัวเสียคน


ลักษณะคนปอกลอก ๔ อย่าง
๑. คิดเอาแต่ได้ฝ่ายเดียว
๒. เสียให้น้อย คิดเอาให้ได้มาก
๓. เมื่อมีภัยแก่ตัว จึงรับทำกิจของเพื่อน
๔. คบเพื่อนเพราะเห็นแก่ประโยชน์ของตัว


ลักษณะของคนดีแต่พูด ๔ อย่าง
๑. เก็บเอาของล่วงแล้วมาปราศรัย
๒. อ้างเอาของที่ยังไม่มีมาปราศรัย
๓. สงเคราะห์ด้วยสิ่งหาประโยชน์มิได้
๔. ออกปากพึ่งมิได้


ลักษณะของคนหัวประจบ ๔ อย่าง
๑. จะทำชั่วก็คล้อยตาม
๒. จะทำดีก็คล้อยตาม
๓. ต่อหน้าว่าสรรเสริญ
๔. ลับหลังตั้งนินทา


ลักษณะของคนชักชวนในทางฉิบหาย ๔ อย่าง
๑. ชักชวนดื่มน้ำเมา
๒. ชักชวนเที่ยวกลางคืน
๓. ชักชวนให้มัวเมาในการเล่น
๔. ชักชวนเล่นการพนัน


มิตรแท้ ๔ จำพวก
๑. มิตรมีอุปการะ ยามเดือดร้อนอาศัยได้ คราวลำเค็ญก็เกื้อหนุน
๒. มิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ น้ำใจซื่อเปิดเผย เข้าถึงใจกัน เสียสละแทนกันได้
๓. มิตรแนะประโยชน์ ตักเตือนมิให้หลงผิด ปลุกปลอบให้ตั้งตนไว้ชอบ
๔. มิตรมีความรักใคร่ เสมอต้นเสมอปลาย รักและภักดีทั้งต่อหน้าและลับหลัง

ลักษณะของมิตรมีอุปการะ ๔ อย่าง
๑. ป้องกันเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
๒. ป้องกันทรัพย์สมบัติของเพื่อนผู้ประมาทแล้ว
๓. เมื่อมีภัย เป็นที่พึ่งพำนักได้
๔. เมื่อมีธุระช่วยออกทรัพย์ให้เกินกว่าที่ออกปาก


ลักษณะของมิตรร่วมสุขร่วมทุกข์ ๔ อย่าง
๑. ขยายความลับของตนแก่เพื่อน
๒. ปิดความลับของเพื่อนไม่ให้แพร่พราย
๓. ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ
๔. แม้ชีวิตก็อาจสละแทนได้


ลักษณะของมิตรแนะประโยชน์ ๔ อย่าง
๑. ห้ามไม่ให้ทำความชั่ว
๒. แนะนำให้ตั้งอยู่ในความดี
๓. ให้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
๔. บอกทางสวรรค์ให้


ลักษณะของมิตรมีความรักใคร่ ๔ อย่าง
๑. ทุกข์ ๆ ด้วย
๒. สุข ๆ ด้วย
๓. โต้เถียงคนที่พูดติเตียนเพื่อน
๔. รับรองคนที่พูดสรรเสริญเพื่อน

สังคหวัตถุ ๔ อย่าง
สังคหวัตถุ คือธรรมเครื่องยึดเหนี่ยวน้ำใจ ธรรมสำหรับผูกไมตรีเป็นจรรยาบรรณ ด้านมนุษยสัมพันธ์ เกิดเสน่ห์ ชนะใจคน ครองใจคน
๑. ทาน แจกจ่ายแก่คนยากจน คนประสบภัยพิบัติต่าง และบริจาคเพื่อกุศลสงเคราะห์
๒. ปิยวาจา พูดจานุ่มนวล อ่อนหวาน
๓. อัตถจริยา สงเคราะห์ผู้ขัดสน และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์
๔. สมานัตตตา วางตนเหมาะแก่สิ่งแวดล้อม ไม่ถือตัว


สุขของคฤหัสถ์ ๔ อย่าง
เป็นความสุขที่คฤหัสถ์สามัญชนปรารถนากัน
๑. สุขเกิดเพราะความมีทรัพย์สมบัติ มีกินมีใช้
๒. สุขเกิดแต่การจ่ายทรัพย์บริโภค บำรุงเลี้ยงตน ครอบครัว ใช้เป็นประโยชน์
๓. สุขเกิดแต่ความไม่ต้องเป็นหนี้
๔. สุขเกิดแต่ประกอบการงานที่ปราศจากโทษ มีอาชีพสุจริต ปราศจากพิษปลอดภัย


ความปรารถนาของบุคคลในโลก ที่ได้สมหมายด้วยยาก ๔ อย่าง
๑. ขอสมบัติจงเกิดมีแก่เราโดยทางที่ชอบ (ลาภ)
๒. ขอยศจงเกิดมีแก่เรากับญาติพวกพ้อง (ยศ)
๓. ขอเราจงรักษาอายุให้ยืนนาน (ผาสุก)
๔. เมื่อสิ้นชีพแล้ว ขอเราจงไปบังเกิดในสวรรค์ (สวรรค์)


ตระกูลอันมั่นคั่งจะตั้งอยู่นานไม่ได้เพราะสถาน ๔
๑. ไม่แสวงหาพัสดุที่หายแล้ว
๒. ไม่บูรณะพัสดุที่คร่ำคร่า
๓. ไม่รู้จักประมาณในการบริโภคสมบัติ
๔. ตั้งสตรีหรือบุรุษทุศีลให้เป็นแม่เรือนพ่อเรือน


ธรรมของฆราวาส ๔ อย่าง
ชีวิตชาวบ้านจะร่มเย็นเป็นสุข และรุ่งโรจน์มั่นคงเหมือนเรือนสวรรค์ เพราะคุณธรรม คือ
๑. สัจจะ น้ำใจสัตย์ซื่อ จริงใจและจงรักภักดีซึ่งกันและกัน
๒. ทมะ ข่มจิต ยับยั้งชั่งใจ ปรับอารมณ์โดยเอาใจเขามาใส่ใจเรา
๓. ขันติ อดทน สู้ทนในการประกอบสัมมาชีพ อดทนต่ออุปสรรค และอดกลั้นสิ่ง สะเทือนใจ
๔. จาคะ สละให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน

ประโยชน์เกิดแต่การถือโภคทรัพย์ ๕ อย่าง
เมื่อแสวงหาโภคทรัพย์ได้โดยทางที่ชอบแล้ว ควรที่จะมีการใช้จ่ายที่ถูกต้องตามระบบเศรษฐกิจแบบพุทธ ดังนี้
๑. เลี้ยงตัว มารดา บิดา บุตร ภรรยา บ่าวไพร่ ให้เป็นสุข
๒. เลี้ยงเพื่อนฝูงให้เป็นสุข
๓. บำบัดอันตรายที่เกิดแต่เหตุต่าง ๆ
๔. ทำพลี ๕ อย่าง คือ
๔.๑ ญาติพลี สงเคราะห์ญาติ
๔.๒ อติถิพลี ต้อนรับแขก
๔.๓ ปุพพเปตพลี ทำบุญอุทิศให้ผู้ตาย
๔.๔ ราชพลี บริจาคเป็นหลวง มีการเสียภาษีอากรเป็นต้น
๔.๕ เทวตาพลี ทำบุญอุทิศให้เทวดา
๕. บริจาคทานในสมณพราหมณ์ พระสงฆ์ผู้ประพฤติชอบ


ศีล ๕
๑. ปาณาติปาตา เวรมณี เว้นจากทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป
๒. อทินนาทานา เวรมณี เว้นจากถือเอาสิ่งที่ เจ้าของไม่ได้ให้ด้วยอาการแห่งขโมย
๓. กาเมสุ มิจฉาจารา เวรมณี เว้นจากประพฤติผิดในกาม
๔. มุสาวาทา เวรมณี เว้นจากพูดเท็จ
๕. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี เว้นจากดื่มน้ำเมา คือสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท


มิจฉาวณิชชา คือการค้าขายไม่ชอบธรรม ๕ อย่าง
อาชีพซื้อชายเฉพาะสินค้าอันชาวพุทธไม่ควรดำเนินการ คือ
๑. ค้าขายเครื่องประหาร ศัสตรา อาวุธ หอก ดาบ ปืน และเครื่องดักจับสัตว์ เป็นต้น
๒. ค้าขายมนุษย์
๓. ค้าขายสัตว์เป็นสำหรับฆ่าเพื่อเป็นอาหาร
๔. ค้าขายน้ำเมา
๕. ค้าขายยาพิษ
การค้าขาย ๕ อย่างนี้ เป็นข้อห้ามอุบาสกไม่ให้ประกอบ


สมบัติของอุบาสก ๕ ประการ
เอกลักษณ์ คือคุณสมบัติพิเศษของชาวพุทธ ทั้งอุบาสกและอุบาสิกา คือ
๑. ประกอบด้วยศรัทธา
๒. มีศีลบริสุทธิ์
๓. ไม่ถือมงคลตื่นข่าว คือเชื่อกรรม ไม่เชื่อมงคล
๔. ไม่แสวงหาเขตบุญนอกพุทธศาสนา
๕. บำเพ็ญบุญแต่ในพุทธศาสนา

ทิศ ๖
๑. ปุรัตถิมทิศ คือทิศเบื้องหน้า มารดา บิดา
๒. ทักขิณทิศ คือทิศเบื้องขวา ครู อาจารย์
๓. ปัจฉิมทิศ คือ ทิศเบื้องหลัง บุตรภรรยา
๔. อุตตรทิศ คือทิศเบื้องซ้าย มิตรสหาย
๕. เหฏฐิมทิศ คือทิศเบื้องต่ำ บ่าวไพร่
๖. อุปริมทิศ คือทิศเบื้องบน สมณพราหมณ์


๑. ปุรัตถิมทิศ คือทิศเบื้องหน้า (มารดาบิดา) บุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕
๑ ท่านได้เลี้ยงมาแล้ว เลี้ยงท่านตอบ
๒ ทำกิจของท่าน
๓ ดำรงวงศ์สกุล
๔ ประพฤติตนให้เป็นคนควรรับทรัพย์มรดก
๕ เมื่อท่านล่วงลับไปแล้ว ทำบุญอุทิศให้ท่าน


    มารดาบิดาได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว อนุเคราะห์บุตรด้วยสถาน ๕
๑. ห้ามให้ทำความชั่ว
๒. ให้ตั้งอยู่ในความดี
๓. ให้ศึกษาศิลปวิทยา
๔. หาภรรยาที่สมควรให้
๕. มอบทรัพย์ให้ในสมัย


๒. ทักขิณทิศ คือทิศเบื้องขวา (อาจารย์) ศิษย์พึงบำรุงด้วยสถาน ๕
๑. ด้วยลุกขึ้นยืนรับ
๒. ด้วยเข้าไปยืนคอยรับใช้
๓. ด้วยเชื่อฟัง
๔. ด้วยอุปัฏฐาก
๕. ด้วยเรียนศิลปวิทยาโดยเคารพ


อาจารย์ได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์ศิษย์ด้วยสถาน ๕
๑. แนะนำดี
๒. ให้เรียนดี
๓. บอกศิลปให้สิ้นเชิง ไม่ปิดบังอำพราง
๔. ยกย่องให้ปรากฏในเพื่อนฝูง
๕.ทำความป้องกันทิศทั้งหลาย (คือจะไปทางทิศไหน ก็ไม่อดอยาก)


๓. ปัจฉิมทิศ คือทิศเบื้องหลัง (ภรรยา) สามีพึงบำรุงด้วยสถาน ๕
๑. ด้วยยกย่องนับถือว่าเป็นภรรยา
๒. ด้วยไม่ดูหมิ่น
๓. ด้วยไม่ประพฤติล่วงใจ
๔. ด้วยมอบความเป็นใหญ่ให้
๕. ด้วยให้เครื่องแต่งตัว


ภรรยาได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์สามีด้วยสถาน ๕ อย่าง
๑. จัดการงานดี
๒. สงเคราะห์คนข้างเคียงของผัวดี
๓. ไม่ประพฤติล่วงใจผัว
๔. รักษาทรัพย์ที่ผัวหามาได้ไว้
๕. ขยันไม่เกียจคร้านในกิจการทั้งปวง


๔. อุตตรทิศ คือทิศเบื้องซ้าย (มิตร) กุลบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ อย่าง
๑. ด้วยให้ปัน
๒. ด้วยเจรจาถ้อยคำไพเราะ
๓. ด้วยประพฤติประโยชน์
๔. ด้วยความเป็นผู้มีตนเสมอ
๕. ด้วยไม่แกล้งกล่าวให้คลาดจากความเป็นจริง


มิตรได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๕ อย่าง
๑. รักษามิตรผู้ประมาทแล้ว
๒. รักษาทรัพย์ของมิตรผู้ประมาทแล้ว
๓. เมื่อมีภัย เอาเป็นที่พึ่งพำนักได้
๔. ไม่ละทิ้งในยามวิบัติ
๕. นับถือตลอดถึงวงศ์ของมิตร


๕. เหฏฐิมทิศ คือทิศเบื้องต่ำ (บ่าว) นาย พึงบำรุงด้วยสถาน ๕ อย่าง
๑. ด้วยจัดการงานให้ทำตามสมควรแก่กำลัง
๒. ด้วยให้อาหารและรางวัล
๓. ด้วยรักษาพยาบาลในเวลาเจ็บไข้
๔. ด้วยแจกของมีรสแปลกประหลาดให้กิน
๕. ด้วยปล่อยในสมัย


บ่าวได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์นายด้วยสถาน ๕ อย่าง
๑. ลุกขึ้นทำการงานก่อนนาย
๒. เลิกการงานทีหลังนาย
๓. ถือเอาแต่ของที่นายให้
๔. ทำการงานให้ดีขึ้น
๕. ทำคุณของนายไปสรรเสริญในที่นั้น ๆ


๖. อุปริมทิศ คือทิศเบื้องบน (สมณพราหมณ์) กุลบุตรพึงบำรุงด้วยสถาน ๕ อย่าง
๑. ด้วยกายกรรม คือทำอะไร ๆ ประกอบด้วยเมตตา
๒. ด้วยวจีกรรม คือพูดอะไร ๆ ประกอบด้วยเมตตา
๓. ด้วยมโนกรรม คือคิดอะไร ๆ ประกอบด้วยเมตตา
๔. ด้วยความเป็นผู้ไม่ปิดประตู คือต้อนรับเข้าสู่บ้านเรือน
๕. ด้วยให้อามิสทาน


สมณพราหมณ์ได้รับบำรุงฉะนี้แล้ว ย่อมอนุเคราะห์กุลบุตรด้วยสถาน ๖ อย่าง คือ
๑. ห้ามไม่ให้กระทำความชั่ว
๒. ให้ตั้งอยู่ในความดี
๓. อนุเคราะห์ด้วยน้ำใจอันงาม
๔. ให้ได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง
๕. ทำสิ่งที่เคยฟังแล้วให้แจ่มชัด
๖. บอกทางสวรรค์ให้


อบายมุข คือเหตุเครื่องฉิบหาย ๖ อย่าง
๑. ดื่มน้ำเมา
๒. เที่ยวกลางคืน
๓. เที่ยวดูการเล่น
๔. เล่นการพนัน
๕. คบคนชั่วเป็นมิตร
๖. เกียจคร้านทำการงาน


๑) โทษของการดื่มน้ำเมา ๖ อย่าง
๑. เสียทรัพย์
๒. ก่อการทะเลาะวิวาท
๓. เกิดโรคโดยเฉพาะโรคเอดส์
๔. ต้องถูกติเตียน
๕. ไม่รู้จักอาย
๖. ทอนกำลังปัญญา


๒) โทษของการเที่ยวกลางคืน ๖ อย่าง
๑. ชื่อว่าไม่รักษาตัว
๒. ชื่อว่าไม่รักษาลูกเมีย
๓. ชื่อว่าไม่รักษาทรัพย์สมบัติ
๔. เป็นที่ระแวงของคนทั้งหลาย
๕. มักถูกใส่ความ
๖. ได้ความลำบากมาก

๓) โทษของเที่ยวดูการละเล่นตามวัตถุที่ไปดู ๖ อย่าง
๑. รำที่ไหนไปที่นั่น
๒. ขับร้องที่ไหนไปที่นั่น
๓. ดีดสีตีเป่าที่ไหนไปที่นั่น
๔. เสภาที่ไหนไปที่นั่น
๕. เพลงที่ไหนไปที่นั่น
๖. เถิดเทิงที่ไหนไปที่นั่น

๔) โทษของการเล่นการพนัน ๖ อย่าง
๑. เมื่อชนะย่อมก่อเวร
๒. เมื่อแพ้ย่อมเสียดายทรัพย์ที่เสียไป
๓. ทรัพย์ย่อมฉิบหาย
๔. ไม่มีใครเชื่อถือถ้อยคำ
๕. เป็นที่หมิ่นประมาทของเพื่อน
๖. ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย

๕) โทษของการคบคนชั่วเป็นมิตรตามบุคคลที่คบ ๖ อย่างคือ
๑. นำให้เป็นนักเลงการพนัน
๒. นำให้เป็นนักเลงเจ้าชู้
๓. นำให้เป็นนักเลงเหล้า
๔. นำให้เป็นคนลวงเขาด้วยของปลอม
๕. นำให้เป็นคนลวงเขาซึ่งๆหน้า
๖. นำให้เป็นคนหัวไม้

๖ ) โทษของการเกียจคร้านทำการงาน
๑. มักให้อ้างว่า หนาวนัก แล้วไม่ทำการงาน
๒. มักให้อ้างว่า ร้อนนัก แล้วไม่ทำการงาน
๓. มักให้อ้างว่า เวลาเย็นแล้ว แล้วไม่ทำการงาน
๔. มักให้อ้างว่า ยังเช้านัก แล้วไม่ทำการงาน
๕. มักให้อ้างว่า หิวนัก แล้วไม่ทำการงาน
๖. มักให้อ้างว่า ระหายนัก แล้วไม่ทำการงาน
สรุป ผู้หวังความเจริญด้วยโภคทรัพย์ พึงเว้นเหตุเครื่องฉิบหาย ๖ ประการนี้เสีย.