ภาคอนุพุทธประวัติ

 

           เนื่องจากวิชาพุทธานุพุทธประวัตินี้ เป็นวิชาที่รวมเอาเรื่องชีวประวัติของพระพุทธเจ้าและพระสาวก าศึกษารวมกันในนักธรรมชั้นเอกนี้ ดังนั้นในส่วนประวัติของพระสาวก ขอให้นักศึกษากลับไปทบทวน ในอนุพุทธประวัติในธรรมศึกษาชั้นโทด้วยก็จะเป็นการง่ายต่อการศึกษา


ประวัติพระอัครสาวก
        พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะซึ่งเป็นพระอัครสาวก ทั้งสองรูปนี้มีชีวประวัติสัมพันธ์ใกล้ชิดกันตั้งแต่เป็นเด็ก และวงศ์ตระกูลก็มีความสัมพันธ์กันมาได้หลายชั่วอายุคนแล้ว ขณะเป็นเด็กนั้น พระสารีบุตร มีชื่อว่า อุปติสสะ ส่วนพระโมคคัลลานะนั้น มีชื่อว่า โกลิตะ ทั้งสองเป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก เล่นก็เล่นด้วยกัน ศึกษาวิชาการ ก็ศึกษาในสำนักอาจารย์เดียวกันมาโดยตลอด ครั้งหนึ่งเคยไปชมมหรสพด้วยกัน ก็มีความสุขสนุกสนานกันดีในตอนแรก แต่พอเมื่อดูไปบ่อยๆ เรื่อยๆเข้า ทั้งสองก็เกิดความเบื่อหน่าย ไม่อยากดู จึงได้มีความคิดใหม่ขึ้นในใจของทั้งสองว่า ควรจะแสวงหาความหลุดพ้นแห่งชีวิต(โมกขธรรม) จะดีกว่า มีสาระกว่าที่จะมาชมมหรสพเช่นนี้ ทั้งสองจึงพร้อมใจกันออกแสวงหาความหลุดพ้น


แสวงหาโมกขธรรม
     เมื่อทั้งสองพร้อมด้วยบริวารจำนวนหนึ่ง เที่ยวหาทดลองลัทธิในสำนักต่างๆ หลายแห่งไม่พอใจ แต่ต่อมาได้มาพบอาจารย์สญชัย จึงตกลงบวชในสำนักของท่าน พร้อมด้วยบริวารที่ตามไป เมื่อท่านทั้งสองบวชแล้ว ก็ศึกษาในลัทธิ “อมราวิกเขปวาท” ของท่านสญชัย ไม่นานก็จบความรู้ของอาจารย์ และเห็นว่าลัทธินี้ไม่เป็นทางแห่งการหลุดพ้นได้ จึงคิดที่จะออกไปแสวงหาโมกขธรรมยังสำนักอื่นๆอีก


ทำกติกากันไว้
       เมื่อเห็นว่าความเชื่อหรือลัทธิที่ตนปฏิบัติอยู่ ไม่ใช่ทางตรัสรู้ ทั้งสองจึงเที่ยวไปยังถิ่นต่างๆ ได้เข้าไปศึกษายังสำนักที่ไปพบ เมื่อได้สนทนาปัญหาธรรมกันแล้ว อาจารย์เจ้าสำนักทั้งหลายกลับเป็นผู้ยอมจำนนต่อปัญหาที่ถามกัน ท่านทั้งสองกลับเป็นผู้แก้ให้ฟังเสียเอง ครั้นได้ทราบข่าวว่า อาจารย์สำนักใดดังๆ มีความรู้เก่งกล้า ก็ได้ไปสืบหาทดลองจนหมด แต่ยังเห็นว่า ลัทธิทั้งหมดที่เที่ยวถามมานั้น ยังไม่ใช่ทางตรัสรู้แน่
ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง สองสหายจึงได้ตกลงกันที่ จะแยกกัน ออกแสวงหากันคนละทาง จึงได้ทำกติกสัญญากันไว้ว่า “ในเราสองคนนี้ ถ้าผู้ใดได้บรรลุธรรมก่อน ผู้นั้นจะต้องกลับมาบอกแก่อีกฝ่ายหนึ่ง” หลังจากนั้นจึงได้แยกย้ายกันไป
อุปติสสะหรือสารีบุตรนั้น ได้เดินทางมายังกรุงราชคฤห์ เช้าวันหนึ่งเห็นพระอัสสชิ ซึ่งกำลังเดินบิณฑบาตอยู่ ด้วยกิริยาอาการอันสงบเรียบร้อย สำรวมอินทรีย์ เดินด้วยมีสติสัมปชัญญะ เมื่อพระเถระได้บิณฑบาตพอสมควรแล้ว จึงออกไปนอกบ้าน นั่งใต้ร่มไม้แห่งหนึ่งเพื่อที่จะฉันอาหาร ฝ่ายท่านอุปติสสะ จึงได้ตามออกไป จัดหาที่ให้ท่านนั่งและเอาน้ำถวาย เมื่อท่านฉันภัตตาหารเสร็จแล้ว อุปติสสะจึงได้เริ่มสนทนากับท่าน


พระอัสสชิแสดงธรรม
“ท่านบวชนี้ บวชตามลัทธิของใคร ใครเป็นศาสดาของท่าน” อุปติสสะถามก่อน
“เราบวชตามพระพุทธเจ้า ท่านเป็นศาสดาของเรา” พระอัสสชิตอบ
“ธรรมในลัทธิของท่าน มีใจความว่าอย่างไร ?” อุปติสสะถามต่อ เมื่อพระอัสสชิตอบ จึงพูดออกมาว่า “เรานี้เป็นพระบวชใหม่ บวชได้ยังไม่นาน พึ่งจะได้ศึกษาธรรมวินัย ไม่สามารถจะแสดงธรรมได้โดยพิสดารให้ท่านฟังได้”
ท่านอุปติสสะ เมื่อได้ฟังจึงได้บอกให้พระอัสสชิแสดงเฉพาะหัวข้อใหญ่ก็พอแล้ว พระอัสสชิ จึงได้แสดงธรรมแต่ย่อๆ มีใจความว่า
“ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ มีเหตุเป็นแดนเกิดก่อน พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และเหตุความดับแห่งธรรมเหล่านั้นด้วย พระมหาสมณะ มีปกติตรัสอย่างนี้” (เมื่อเกิดจากเหตุก็ต้องดับที่เหตุ)
พอได้ฟังจบลงเท่านั้น อุปติสสะ ก็บรรลุโสดาปัตติผล จึงได้ถามหาพระศาสดาว่าประทับอยู่ที่ใด เมื่อรู้แล้วจึงลาท่านกลับไปเล่าให้โกลิตะฟัง ครั้นฟังจบแล้ว โกลิตะก็ได้บรรลุโสดาปัตติผลเช่นเดียวกัน


ลาอาจารย์สญชัย
        เมื่อได้พบเห็นแสงสว่างแห่งธรรมะแล้ว จึงตกลงกันว่า จะเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ก่อนจะไปจึงได้พากันไปชวนอาจารย์สญชัยไปด้วย พร้อมกับพูดสรรเสริญพระพุทธเจ้าต่างๆนานา อ้อนวอนชักชวนอย่างไร ก็ไม่เป็นผล แต่กลับถูกอาจารย์สญชัยซึ่งยอมหักแต่ไม่ยอมงอ (คือ ถึงแม้จะเห็นว่าลัทธิของตนเองนั้นจะไม่ถูก แต่ก็ขออยู่อย่างนั้น เป็นอาจารย์ของคนต่อไป ดีกว่าจะไปเป็นลูกศิษย์ของใคร) ย้อนถามอุปติสสะว่า “ในโลกนี้ คนโง่หรือคนฉลาดมากกว่ากัน” “คนโง่มากกว่า” อุปติสสะตอบ เมื่อได้คำตอบอย่างนั้น จึงพูดว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกคนฉลาดๆ(พวกน้อย) ก็จงไปหาพระพุทธเจ้า ส่วนคนโง่(ซึ่งเป็นพวกมาก) ก็จะมาหาเรา เรายังอยู่ได้เพราะอาศัยพวกนั้น ดังนั้นพวกเธอจงไปเถอะ เราจะไม่ไปด้วยหรอก” ครั้นเห็นว่า อาจารย์ไม่ไปด้วย ทั้งสองจึงลาท่านออกเดินทางไปเฝ้าพระพุทธเจ้า


สำเร็จพระอรหันต์
       ครั้นอำลาอาจารย์แล้วพร้อมด้วยบริวาร ๒๕๐ คนจึงออกเดินทางมาเฝ้าพระพุทธเจ้าที่วัดเวฬุวัน เมื่อได้ฟังธรรมครั้งแรก บริวารทั้งหมดก็บรรลุเป็นอรหันต์ทั้งหมด เหลือเพียงพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะเท่านั้น
พระโมคัลลานะ หลังจากอุปสมบทแล้วได้ ๗ วัน ได้ไปทำความเพียรอยู่ที่บ้านกัลลวาลมุตตคาม แขวงมคธ เกิดความง่วงซึม ไม่สามารถทำความเพียรได้ พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนวิธีแก้ความง่วงให้ ถ้าหากยังไม่หายให้ทำต่อกันไปเป็นลำดับต่อไปนี้
๑. ทำใจถึงสัญญาที่ง่วงนั้น
๒. ตรึกตรองธรรม ที่ได้ศึกษามา
๓. ท่องบ่นสาธยายธรรมที่ได้เรียนมา
๔. ดึงหูทั้งสองข้างและเอาน้ำลูบตัว
๕. เอาน้ำล้างหน้าและบิดคอไปมา
๖. ให้นึกถึงความสว่างใจ
๗. ให้เดกินจงกรม
๘. ให้นอนอย่างมีสติที่จะลุกได้
        หลังจากนี้ ก็ทรงสอนให้เป็นคนไม่ถือตัวเข้าไปหาชาวบ้าน เมื่อเราถือตัวเป็นคนเย่อหยิ่งเข้าไป เขาก็จะเอือมระอา ไม่อยากคบหาด้วย เมื่อเป็นเช่นนั้น จะทำให้เราเก้อเขิน เมื่อเก้อเขินแล้วก็จะคิดฟุ้งซ่าน หลังจากนั้นก็จะทำให้เกิดความไม่สำรวม และทำให้จิตห่างจากสมาธิ เป็นต้น พระเถระปฏิบัติตาม ก็ได้บรรลุพระอรหัตผลในวันนั้นนั่นเอง
พระสารีบุตร หลังจากบวชแล้วได้ ๑๕ วัน ได้ตามเสด็จพระพุทธเจ้า ไปยังถ้ำสุกรขาตา เขาคิชฌกูฏ แขวงเมืองราชคฤห์ ที่นั้นพระพุทธองค์ทรงเสด็จไปสอนปริพาชกชื่อว่า ทีฆนขะ อัคคิเวสนโคตร ซึ่งเป็นลุงของพระสารีบุตรเอง พราหมณ์ได้แสดงทิฐิของตนแก่พระพุทธเจ้าว่า พระโคตมะ ข้าพเจ้านี้มีความเห็น(ทิฐิ) ว่า “สิ่งทั้งปวงไม่สมควรแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่ชอบใจทั้งหมด” (ทิฐิเช่นนี้ ถ้าคู่สนทนาไม่เก่งพอ ไม่มีปัญญาพอ ก็จะแก้ทิฐิพราหมณ์นั้นไม่ได้เลย เพราะถ้าเราพูดอะไรไป เขาก็ตอบว่า ไม่สมควรแก่เราๆ ไม่ชอบใจ ยืนกระต่ายขาเดียวอยู่อย่างนั้นร่ำไป เราก็หมดปัญญาที่จะพูดด้วย) พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้มีปัญญาเลิศ จึงได้ตอบพราหมณ์นั้นไปว่า “ดีละ อัคคิเวสนะ ถ้าอย่างนั้น ความเห็นที่ว่า “สิ่งทั้งปวงไม่สมควรแก่ท่าน” ก็ย่อมจะไม่สมควรแก่ท่านเหมือนกัน ท่านจะต้องละทิฐิอันนี้ด้วย” เมื่อพระองค์ตรัสเช่นนั้น พราหมณ์หมดปัญญาที่จะโต้ตอบ จึงยอมฟังธรรม แล้วพระองค์จึงได้แสดงถึงทิฐิ ๓ จำพวกให้ฟังธรรม คือ
๑. บางพวกมีทิฐิว่า “สิ่งทั้งปวงควรแก่เรา เราชอบใจหมด”
๒. บางพวกมีทิฐิว่า “สิ่งทั้งปวงไม่สมควรแก่เรา เราไม่ชอบใจหมด”
๓. บางพวกมีทิฐิว่า “บางพวกควรแก่เรา เราชอบใจ บางพวกไม่ควรแก่เรา เราไม่ชอบใจ”
ครั้นแล้วก็ทรงแสดงถึงโทษแห่งทิฐิเหล่านั้นจบแล้ว จึงได้แสดงอุบายเครื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ เมื่อจบพระธรรมเทศนาลง อัคคิเวสนโคตร ได้ดวงตาเห็นธรรม หมดความสงสัยในพระรัตนตรัย ปฏิญญาตนเป็นอุบาสก ถึงพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งตลอดชีวิต
พระสารีบุตรซึ่งนั่งถวายงานพัดอยู่ด้านหลังพระพุทธเจ้าได้ฟังพระธรรมเทศนาไปด้วย ก็ได้บรรลุเป็นพระอรหัตผล จิตหลุดพ้นจากอาสวะ ไม่ยึดมั่นถือมั่นด้วยอุปาทานต่อไป


ประทานตำแหน่งพระอัครสาวก
      ในบ่ายวันนั้นเอง พระพุทธเจ้าทรงประชุมสงฆ์ที่วัดเวฬุวัน แล้วก็ประทานตำแหน่งอัครสาวกเบื้องขวาให้แก่พระสารีบุตร อัครสาวกเบื้องซ้ายให้แก่พระโมคคัลลานะ เสร็จแล้วทรงแสดงพระปาฏิโมกข์ หลังจากนั้น พระสงฆ์บางท่าน ก็ตำหนิพระพุทธเจ้าว่า ประทานตำแหน่งอัครสาวกเพราะเห็นแก่หน้า ที่ถูกนั้นควรจะให้แก่พระปัญจวัคคีย์ หรือภิกษุชฎิล ๓ พี่น้องเป็นต้น แต่นี้กลับมาให้แก่ผู้บวชทีหลังเขา พระพุทธองค์ทรงทรงทราบเรื่องนั้น จึงได้ตรัสถึงบุพพกรรม และความปรารถนาแต่หนหลังไม่เหมือนกัน พระองค์ประทานให้ถูกต้องแล้วตามความปรารถนาของแต่ละคน พระสงฆ์ทั้งหมดเมื่อทราบความจริงแล้วจึงยุติ
พระอัครสาวกทั้งสองนั้น ได้เป็นกำลังของพระศาสนามาจนถึงพรรษาที่ ๔๕ แล้วก็นิพพานก่อนพระศาสดาทั้งคู่


ประวัติพระมหากัสสปะ
       พระมหากัสสปะ แต่เดิมชื่อว่า ปิปผลิ แต่เรียกชื่อตามโคตรหรือสกุลว่า กัสสปะ ตั้งแต่เป็นฆราวาส ท่านมีภรรยาคนหนึ่ง ชื่อ ภัททกาปิลานี ทั้งสองไม่มีบุตรด้วยกัน เมื่อมารดาและบิดาสิ้นชีวิตแล้ว จึงได้ชักชวนกันออกบวชอุทิศต่อพระอรหันต์ในโลก
ท่านปิปผลิได้เดินทางมาพบพระพุทธเจ้า ได้อุปสมบทที่ใต้ต้นไม้พหุปุตตกนิโครธ ด้วยการรับโอวาท ๓ ข้อ คือ
๑. พึงมีความเกรงใจในภิกษุอย่างแรงกล้า
๒. จงตั้งใจฟังธรรม พิจารณาเนื้อความแห่งธรรมนั้น
๓. จงพิจารณากายเป็นอารมณ์เสมอ
เมื่อได้ปฏิบัติโอวาท ๓ ข้อนั้นตามที่ท่านสั่งสอน บำเพ็ญเพียรอยู่ไม่นาน ก็บรรลุอรหัตผลต่อมาภายหลัง ท่านเป็นพระเถระที่มีศีลาจารวัตรอันดี ถือธุดงค์ มีความมักน้อย สันโดษยินดีด้วยจีวรบิณฑบาต เสนาสนะและยารักษาโรคตามมีตามได้ ไม่มักมาก ท่านมักจะเป็นผู้ชอบไปโปรดคนยากคนจนมาก
ด้วยอาศัยคุณสมบัติของท่านนี้ ดังนั้นจึงได้รับการสรรเสริญจากพระพุทธเจ้าว่า เป็นผู้มักน้อย (อัปปิจฉตา) และสันโดษ (สันตุฏฐี) และมีธรรมเป็นเครื่องอยู่เสมอด้วยพระองค์ บางครั้งพระองค์ก็เอาผ้าสังฆาฏิของพระมหากัสสปะนี้มาทรงเอง และประทานผ้าสังฆาฏิของพระองค์ให้แก่ท่านไปใช้ด้วย ท่านได้เป็นกำลังของศาสนาเรื่อยมา จนกระทั่งพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว ได้เป็นกำลังในการทำสังคายนาครั้งแรกด้วย หลังจากนั้นดำรงชีวิตมาได้ ๑๒๐ ปีก็ดับขันธปรินิพพาน


ประวัติมาณพ ๑๖ คน
      ริมฝั่งแม่น้ำโคธาวารี ระหว่างพรมแดนเมืองอัสสกะกับมูฬกะต่อกัน ได้มีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อว่าพาวรี ได้ตั้งสำนักสอนศิษย์อยู่เป็นเวลานาน เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ ประกาศตัวเองว่า เป็นสัพพัญญู เป็นสัมมาสัมพุทธะ มีความประสงค์จะทดลองความรู้ ท่านจึงได้แต่งปัญหาให้ศิษย์ ๑๖ คน นำไปถามพระพุทธเจ้า ถ้าตอบได้จึงจะถือว่าเป็นพระพุทธเจ้าจริง ปัญหาที่พราหมณ์ได้แต่งให้ศิษย์นำไปถามนั้น และได้รับคำตอบดังต่อไปนี้ เป็นลำดับไปทั้ง ๑๖ คน


ปัญหาของพระอชิตะและคำตอบ
๑. โลกคือหมู่สัตว์อันอะไรหุ้มห่อไว้ ? (อวิชชาหุ้มห่อไว้)
๒. โลกไม่ปรากฏแจ่มแจ้งเพราะอะไรเป็นเหตุ ? (เพราะความตระหนี่)
๓. โลกนี้อันอะไรเป็นเครื่องฉาบทาไว้ ? (ตัณหาเป็นเครื่องฉาบทาไว้)
๔. อะไรเป็นภัยใหญ่ของโลก ? (ความทุกข์เป็นภัยใหญ่ของโลก)
๕. กระแส (กิเลส ตัณหา)ทั้งหลาย ย่อมไหลไปในอายตนะทั้งปวง อะไรจะเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น(เครื่องทวนกระแส) ? (สติเป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น)
๖. บัณฑิตจะปิดกระแสนั้นได้ด้วยอะไร ? (ปิดด้วยปัญญา)
๗. ปัญญา สติ และนามรูป ทั้งหมดนี้ จะดับไป ณ ที่ไหน ? (นามและรูปดับไปไม่มีส่วนเหลือ ณ ที่ใด ปัญญาและสติ ก็จะดับ ณ ที่นั้น เพราะความดับแห่งวิญญาณ (เมื่อวิญญาณดับทุกอย่างก็ดับไปด้วย))
ปัญหาของพระติสสเมตเตยยะ และคำตอบ
๘. ใครได้ชื่อว่าเป็นผู้ยินดี(สันโดษ) แล้วในโลกนี้ ? (ภิกษุที่เห็นภัยในกามทั้งหลายแล้ว ประพฤติพรหมจรรย์ปราศจากตัณหา มีสติทุกเมื่อ บรรลุธรรมดับกิเลสได้หมดสิ้น ชื่อว่าผู้ยินดีในโลกนี้ คือภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์)
๙. ความหวั่นไหวทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด ? (แก่ภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์นั้น)
๑๐. ใครรู้ส่วนทั้งสอง(อดีต และอนาคต)ไม่ติดอยู่ในส่วนท่ามกลาง(ปัจจุบัน) ด้วยปัญญา ? (แก่ภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์นั้น)
๑๑. ท่านเรียกคนเช่นใดว่า เป็นมหาบุรุษ ? (เรียกภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์นั้นแหละ)
๑๒. ใครชื่อว่าล่วงพ้นตัณหาเครื่องร้อยรักในโลกนี้ได้ ? (ภิกษุผู้เป็นพระอรหันต์นั้นล่วงได้)
ปัญหาของพระปุณณกะ และคำตอบ
๑๓. พวกมนุษย์ในโลกนี้ คือ ฤษี กษัตริย์ และพราหมณ์เป็นอันมากอาศัยอะไร จึงบูชายัญแก่เทวดา ? (เพราะปรารถนาความเป็นมนุษย์ เทวดา เป็นต้น และอาศัยชรา (พยาธิ มรณะ โสกะ ฯลฯ) จึงบูชายัญ)
๑๔. คนเหล่านั้นบูชายัญอยู่เป็นประจำไม่ขาด(อ้อนวอนพระเจ้า บูชาพระเจ้า) จะข้ามพ้น ชาติและชรา(คือบรรลุอรหันต์)ได้หรือไม่ ? (ไม่ได้ เพราะพวกเขายังมีความปรารถนา ลาภ ยศ สุข สรรเสริญอยู่ มีความกำหนัดยินดีในภพอยู่)
๑๕. ถ้าคนเหล่านั้นบูชายัญ อ้อนวอนพระเจ้าอยู่ไม่เคยขาดเช่นนี้ ยังข้ามพ้นชาติและชราไม่ได้ แล้วใครเล่า จะข้ามพ้นได้ ? (คนผู้ที่ไม่มีกิเลสอยู่ในจิตใจ ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม คือบรรลุพระอรหันต์ จะข้ามพ้นได้)
ปัญหาของพระเมตตคู และคำตอบ
๑๖. ความทุกข์ในโลกนี้ เป็นอันมาก มีมาจากอะไร ? (ความทุกข์เกิดมีขึ้นเพราะอุปธิเป็นเหตุ)
๑๗. นักปราชญ์ทั้งหลาย จะข้ามพ้นโอฆะ คือ ชาติ ชรา โสกะ ปริเทวะ ได้อย่างไร ? (บุคคลที่รู้ทั่วถึงธรรมที่เรากล่าวแล้ว(และปฏิบัติตาม)มีสติอยู่ทุกเมื่อ จะพึงข้ามตัณหา อันเป็นของที่เกาะเกี่ยวในอารมณ์ต่างๆได้ (คือข้ามโอฆะได้))
ปัญหาของพระโธตกะ และคำตอบ
๑๘. ข้าพเจ้าขอฟังพระโอวาทจากพระองค์เพื่อจะได้ศึกษาให้เป็นประโยชน์แก่ตน ? (ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเป็นผู้มีปัญญา มรสติ ทำความเพียรในทิฐินี้แหละ)
๑๙. ขอพระองค์จงทรงปลดเปลื้องข้าพระองค์ออกจากความสงสัยด้วยเถิด ? (เราไม่อาจจะเปลื้องใครๆที่ยังมีความสงสัยในโลกนี้ได้ แต่เมื่อเขารู้ทั่วธรรมอันประเสริฐที่เรากล่าวแล้ว เขาจะข้ามพ้นจากความสงสัย(โอฆะ) ได้เอง)
๒๐. ขอพระองค์ตรัสสอนธรรมอันเป็นที่สงบแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ? (บุคคลผู้เห็นธรรม(ที่เราเห็นแล้ว)พึงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ จะข้ามตัณหาอันซ่านไปในอารมณ์ต่างๆได้ในโลก)
ปัญหาของพระอุปสีวะ และคำตอบ
๒๑. ข้าพระองค์ผู้เดียว ถ้าไม่อาศัยธรรมหรือบุคคลอื่นแล้ว จะไม่สามารถข้ามพ้นกิเลส(คือห้วงน้ำใหญ่)นี้ได้ ขอพระองค์โปรดตรัสบอกธรรม ที่ยึดเหนี่ยวแก่ข้าพระองค์เถิด ? (ท่านจงเป็นผู้มีสติ เพ่งอาจิญจัญญายตนะ อาศัยอารมณ์ว่า อะไรน้อยหนึ่งก็ไม่มี ดังนี้ ข้ามโอฆะเถิด จงละจากกาม เว้นความสงสัยทั้งหลายแล้ว พิจารณาความสิ้นไปแห่งตัณหาตลอดวันตลอดคืนเถิด)
๒๒. คนที่ปราศจากความกำหนัดในกามแล้ว อาศัยอากิญจัญญายตนะฌาน น้อมใจไปในสัยญาวิโมกข์ จะดำรงอยู่ในพรหมโลกได้ไหม ? (ดำรงอยู่ได้)
๒๓. ถ้าคนเช่นนั้น ไปอยู่ในพรหมโลกนานๆ แล้ว พึงพ้นจากทุกข์ได้ในที่นั้น เขาจะมาถือปฏิสนธิอีกไหม ? (คนผู้พ้นจากนามกายแล้ว ย่อมดับสนิท(เป็นบรมสุข) เขาไม่มาถือปฏิสนธิอีก เหมือนเปลวไฟที่ดับแล้ว)
๒๔. ท่านผู้ดับไปแล้วนั้นถือว่า ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่มีแล้ว? (ไม่มีแล้ว ท่านจะมาเป็นอะไรอีกไม่ได้แล้ว (เพราะบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว))
ปัญหาพระนันทะ และคำตอบ
๒๕. คนผู้ที่เป็นมุนีนั้น มีอาการเป็นอย่างไร ? (เป็นคนที่กำจัดเสนา(กิเลส) เสียได้ ไม่มีทุกข์ ไม่มีความหวัง เที่ยวไป (คนที่จะได้ชื่อว่า มุนีนั้น ไม่ใช่ได้เพราะชื่อเสียงหรือเพราะความรู้ แต่หากได้เพราะกำจัดกิเลสให้หมดไป และประกอบด้วยฌาน))
๒๖. สมณพราหมณ์บางคนพูดว่า ความบริสุทธิ์ มีได้ด้วยความเห็น(ทิฐิ) ด้วยการได้ยิน ได้ฟังมา ด้วยศีลและวัตร(เห็นว่ากินมังสวิรัติเท่านั้นจะบรรลุได้) เป็นต้น แล้วประพฤติตามความเชื่อเหล่านั้น พวกเขาจะข้ามพ้นจากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ได้หรือไม่ ? (ข้ามพ้นไม่ได้)
๒๗. ถ้าพระองค์ตรัสว่า พวกเขาข้ามพ้นไม่ได้แล้ว ใครเล่าที่จะข้ามพ้นได้ ?(พวกสมณพราหมณ์ ที่ได้ละสิ่งยึดเหนี่ยว กำหนดรู้ตัณหา ไม่ยึดมั่นในอาสวะทั้งหลาย คนพวกนี้แหละที่จะข้ามพ้นการเกิด แก่ เจ็บ ตายได้)
๒๘. ข้าพระองค์ได้ยินแต่อาจารย์เหล่าอื่น พูดไปคนละทางซึ่งไม่ค่อยตรงกัน คำเหล่านั้น ล้วนแต่จะต้องตรึกตรองอีกมาก บัดนี้จะขอถามพระองค์ว่า ธรรมอะไรที่กำจัดตัณหาที่ซ่านไปในอารมณ์ต่างๆได้ ? (คนที่รู้จักพระนิพพานแล้วบรรเทาความกำหนัดในรูปที่เห็นได้ ในเสียงที่ได้ฟัง และที่ได้ทราบ เป็นผู้มีสติบรรลุธรรมพิเศษ ดับกิเลสเสียได้ ผู้นั้นแหละจะข้ามตัณหา (กำจัดตัณหา) อันซ่านไปในอารมณ์ต่างๆ ได้)
ปัญหาพระโตเทยยะ และคำตอบ
๒๙. ผู้ที่ไม่ยินดีในกามทั้งหลาย ไม่มีตัณหา และข้ามพ้นความสงสัยได้แล้ว ความพ้นของเขา จะเป็นอย่างไร ? (ความพ้นของเขาจะเป็นไปอย่างอื่นไม่ได้ (คือบรรลุพระนิพพานอย่างเดียว))
๓๐. ผู้นั้น (ผู้บรรลุนิพพาน) ยังมีความปรารถนาอยู่หรือไม่ ? (เขาเป็นผู้ไม่มีความปรารถนาเลย)
๓๑. ผู้นั้นเป็นผู้มีปัญญาหรือไม่มี ? (เขาเป็นผู้มีปัญญา)
๓๒. ผู้ที่เป็นมุนีนั้น มีลักษณะอย่างไร ข้าพระเจ้าจะรู้ได้อย่างไร ? (คนผู้ที่ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องกังวล ไม่ขัดข้องอยู่ในกามและภพนั่นแหละ คือมุนี)
ปัญหาของพระกัปปะ และคำตอบ
๓๓. คนที่ถูกความแก่และความตายกำลังคุกคามอยู่ เขาจะถือเอาธรรมอะไร เป็นที่พึ่ง (จึงจะดี) ? (เขาจะต้องทำจิตไม่ให้คิดกังวล ถือเอาพระนิพพานนั้นเป็นที่พึ่ง (พระนิพพาน คือธรรมที่ไม่มีกิเลสเป็นเครื่องกังวล ไม่มีตัณหาที่ทำให้ยึดมั่น ถือมั่น ทำให้สิ้นสุดความแก่และความตาย เพราะบุคคลผู้ที่บรรลุพระนิพพานแล้ว นามและรูปก็ดับหมด)
ปัญหาของพระชตุกัณณี และคำตอบ
๓๔. ขอพระองค์จงตรัสบอกทางอันสันติแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ? (เธอจงทำจิตใจให้ปราศจากความพอใจในกามารมณ์เสีย จากนั้นความสันติจะเกิดขึ้น)
๓๕. ขอพระองค์โปรดได้ตรัสบอกธรรมอันจะละชาติและชราแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ? (เธอจงทำจิตให้ปราศจากกิเลสเครื่องกังวลเสีย แล้วเธอก็จะเป็นผู้สงบ ไม่มีอาสวะกิเลสที่จะทำให้เวียนว่ายตายเกิดอีก)
ปัญหาของพระภัทราวุธ และคำตอบ
๓๖. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ประชาชนจำนวนมากมาในที่นี้เพื่อจะได้ฟังธรรม ขอพระองค์ได้โปรดแสดงธรรมแก่คนเหล่านั้นเพื่อให้ได้ประโยชน์ ตามฐานะของตนเถิด ? (ประชาชนเหล่านั้นควรจะกำจัดตัณหาอันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเสีย จะทำให้ถึงพระนิพพานได้ ทำให้ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป ภิกษุเมื่อรู้เช่นนี้แล้ว พึงเป็นผู้มีสติ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่นเครื่องกังวลทั้งปวงนี้ในโลก (เพราะถ้ายึดมั่นถือมั่น ก็ยังชื่อว่าเป็นผู้ติดอยู่ในวัฏฏะ ทำให้มารติดตามรังควานได้))
ปัญหาของพระอุทยะ และคำตอบ
๓๗. ขอพระองค์ได้โปรดบอกธรรมที่ควรทราบ อันจะทำลายอวิชชาได้ แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ? (อัญญาวิโมกข์(อรหัตวิโมกข์) ซึ่งเป็นเครื่องละโมนัสและกามฉันทะ บรรเทาความง่วงนอนได้ ทำให้ไม่มีความรำคาญ อุเบกขาและสติที่หมดจดดีแล้ว มีความคิดตรึกตรองที่ประกอบด้วยธรรมเสมอ จะทำลายอวิชชาได้)
๓๘. โลกมีอะไรเป็นเครื่องประกอบไว้ ?(โลกมีความเพลิดเพลินประกอบไว้)
๓๙. อะไรเป็นเครื่องเที่ยวไปของโลก ? (วิตก (ความตรึกตรอง) เป็นเครื่องเที่ยวไป)
๔๐. เพราะละอะไรได้ จึงได้ชื่อว่า ถึงพระนิพพาน ? (ละตัณหาได้)
๔๑. บุคคลมีสติอย่างไร วิญญาณจึงดับ ? (มีสติไม่เพลิดเพลินไปตามเวทนาทั้งภายในและภายนอก วิญญาณจึงดับ)
ปัญหาของพระโปสาละ และคำตอบ
๔๒. ญาณของผู้ที่ละรูปกายทั้งหมดแล้ว (ผ่านรูปฌาน) เห็นอยู่ว่า ไม่มีอะไรน้อยหนึ่ง (นตฺถิ กิญฺจิ ได้อรุปฌาน คืออากิญจัญญายตนะ) ทั้งภายในและภายนอก บุคคลผู้เช่นนั้น ควรได้รับคำแนะนำอย่างไร ? (เขารู้กรรมที่เป็นเหตุให้เกิดในอากิญจัญญายตนภพแล้ว มีความเพลิดเพลินเป็นเครื่องประกอบ จากนั้นพึงพิจารณาเห็น (ธรรม) ในสมาบัตินั้น นั่นเป็นญาณอันเที่ยงแท้ของบุคคลนั้น)
ปัญหาของพระโมฆราช และคำตอบ
๔๓. เราจะพิจารณาดูโลกอย่างไร จึงจะข้ามพ้นความตายได้ ? (ท่านจงเป็นผู้มีสติอยู่ทุกเมื่อ พิจารณาดูโลกด้วยความเป็นของว่างเปล่า ถอนความเห็นที่ยึดถือว่าเป็นตัวตนเสีย จึงจะข้ามพ้นจากความตายด้วยอาการอย่างนี้)
ปัญหาของพระปิงคิยะ และคำตอบ
๔๔. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์นี้เป็นแก่เฒ่าชรากาล เนื้อก็เหี่ยว หนังก็ย่น หูตาก็เสีย ไม่เหมือนคราวที่ยังเป็นหนุ่ม ไม่โสภาเหมือนเก่า หัวก็ขาว ผิวพรรณผ่องใสก็เศร้า ข้าพระองค์ยังไม่ได้บรรลุธรรม ขออย่าพึ่งตายเลย ขอพระองค์โปรดบอกธรรมที่จะละชาติและชราในชาตินี้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด ? (ปิงคิยะเอ๋ย สัตว์ทั้งหลายที่ยังเดือดร้อนทุรนทุรายอยู่ทุกวันนี้ก็เพราะเขายังหลงไหลมัวเมาในรูปนั่นเอง เธอจงละความมัวเมาในรูปเสีย เพื่อจะได้บรรลุธรรมในชาตินี้ ไม่ต้องกลับมาเกิดอีก)
๔๕. ขอพระองค์ได้ตรัสบอกธรรมที่ข้าพระเจ้าจะพึงรู้ อันเป็นเหตุให้ละชาติและชราได้เดี๋ยวนี้เถิด ? (ดูกรปิงคิยะ เมื่อเธอเห็นพวกมนุษย์ที่ถูกตัณหาครอบงำอยู่ เดือดร้อนวุ่นวายต่างๆ อยู่รอบข้าง เธอจงละตัณหาเสีย เพื่อจะได้ไม่มาเกิดอีก)
เมื่อพระพุทธเจ้า ทรงตอบปัญหาของแต่ละท่านจบลง ทุกคนก็บรรลุอรหัตตผลแล้วทูลขออุปสมบท เว้นแต่ท่านปิงคิยะผู้เดียว ที่บรรลุเพียงโสดาบัน เพราะขณะที่ฟังปัญหา ท่านมีจิตฟุ้งซ่านเพราะต้องการให้อาจารย์ได้ฟังธรรมด้วย ดังนั้น เมื่อจบการถามปัญหาแล้ว ท่านจึงกราบลาพระพุทธเจ้า นำเอาคำตอบเหล่านั้น กลับไปเล่าให้อาจารย์พาวรีฟัง และอาจารย์พาวรีนั้นก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอนาคามี.


ประวัตินางภิกษุณี
       เมื่อพระศาสดา เสด็จกลับเมืองกบิลพัสดุ์แล้ว ได้แสดงเทศนาโปรดพระประยูรญาติ จนกระทั่งพระราชบิดาได้บรรลุพระอรหัตตผลในที่สุด เมื่อพระราชบิดาเสด็จทิวงคตแล้ว พระนางมหาปชาบดีโคตมีจึงได้ทูลขออุปสมบทในพระพุทธศาสนา แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต เป็นเหตุให้พระนางเสียพระทัยมาก ครั้นต่อมาพระพุทธเจ้าเสด็จไปเมืองเวสาลี ประทับอยู่ ณ กูฏาคารสาลา ป่ามหาวัน พระนางมหาปชาบดีโคตมี ตัดสินพระทัย ปลงพระเกสา ทรงผ้าเหลืองที่ย้อมด้วยน้ำฝาด พร้อมด้วยบริวารเดินทางไปยังป่ามหาวันเมืองเวสาลี เนื่องจากหนทางไกลการเดินทางครั้งนี้ทำให้พระวรกายของนางเมื่อยล้ามาก เมื่อไปถึงแล้ว ก็เข้าไปขอบวชกับพระศาสดา แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ทรงอนุญาตให้บวชอีก พระนางเสียพระทัยมากจึงได้ไปยืนกันแสงอยู่ที่ซุ้มประตู
พระอานนท์มาพบเข้า ทราบเรื่องราวโดยตลอด จึงได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าพร้อมกับทูลขอร้องต่างๆนานา ในที่สุดพระองค์ก็ทรงอนุญาตให้บวชได้ ด้วยการให้พระนางรับครุธรรม ๘ ประการ คือ
๑. ภิกษุณีแม้บวชแล้วได้ตั้ง ๑๐๐ พรรษา ก็ต้องทำความเคารพต่อภิกษุแม้ที่บวชได้วันเดียว
๒. ต้องไม่จำพรรษาในวัดที่ไม่มีภิกษุอยู่ด้วย
๓. ต้องฟังธรรม ๒ ประการทุกกึ่งเดือน
๔. เมื่อจำพรรษาแล้ว ต้องปวารณาในสงฆ์ ๒ ฝ่าย
๕. เมื่อต้องอาบัติหนักแล้ว ต้องประพฤติมานัตในสงฆ์ ๒ ฝ่าย
๖. ต้องอุปสมบทในสงฆ์ ๒ ฝ่าย
๗. ห้ามด่าว่าภิกษุ ด้วยอาการใดๆ
๘. ห้ามว่ากล่าวตักเตือนภิกษุ (หรือสอนธรรมแก่ภิกษุ) แต่ภิกษุเตือนภิกษุณีได้


วิธีบวชเป็นนางภิกษุณี
       เมื่อพระนางรับครุธรรมแล้ว บริวารที่ไปด้วยกันกับพระนางนั้น พระพุทธเจ้าทรงให้ภิกษุเป็นผู้ทรงอุปสมบทให้เป็นภิกษุณี ยกเว้นแต่พระนางมหาปชาบดีผู้เดียว ที่บวชด้วยการรับครุธรรม ๘ ประการ
ครั้นมีภิกษุณีสงฆ์เกิดขึ้นแล้ว ภายหลังหากจะมีผู้มาขออุปสมบทอีก ทรงให้รักษาสิกขาบท ๖ ประการ คือ ตั้งแต่ ปาณาติบาต ถึง วิกาลโภชนา ๒ ปี อย่างบริบูรณ์ จึงจะอุปสมบทได้ เมื่อประพฤติรักษาสิกขาบทครบ ๒ ปีแล้ว ให้ฝ่ายภิกษุณีสงฆ์อุปสมบทเสียก่อนแล้ว จึงนำไปอุปสมบทในฝ่ายภิกษุสงฆ์ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ถ้าผู้ใดมีอายุยังไม่ครบที่จะอุปสมบท ก็ทรงอนุญาตให้บวชเป็นสามเณรได้
นางภิกษุณีนี้ ต่อมามีสิกขาบทที่จะต้องรักษา ๓๑๑ ข้อ บางข้อก็เป็นสิกขาบทเดียวกันกับที่ภิกษุรักษา บางข้อก็รักษาเฉพาะนางภิกษุณี ต่อกาลเวลานานไปนางภิกษุณีก็มีมากขึ้น แต่ที่ได้บรรลุพระอรหัตตผล และจัดเป็นสาวกผู้ใหญ่ เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปนั้น มี ๑๓ รูป คือ
๑. นางปหาปชาบดีโคตมี
๒. นางเขมา
๓. นางอุบลวรรณา
๔. นางปฎาจารา
๕. นางธัมมทินนา
๖. นางนันทา
๗. นางโสณา
๘. นางพกุลา
๙. นางภัททา กุณฑลเกสา
๑๐. นางภัททกาปิลานี
๑๑. นางภัททากัจจานา
๑๒. นางสิคาลมาตา

………………………………….